Preschool and Grade school Chiang Mai, Thailand

กลุ่มการศึกษาฟ้ากว้างเชียงใหม่ Fahkwang Waldorf Initiative Group, Chiang Mai

Fee and Application Fahkwang Waldorf School Chiang Mai home
fahkwang teacher

- ภาพพัฒนาการของเด็กในการศึกษาปฐมวัยแบบสไตเนอร์

- ปาฐกถาที่ 7 ของรูดอล์ฟ สไตเนอร์

- การศึกษาเพื่อการคิดเชิงสร้างสรรค์ ในวิธีการแบบวอลดอร์ฟ

- ธรรมชาติของเด็กเล็กและการจัดกิจกรรมในชั้นเด็กเล็ก

- ใช้แนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ: สู่อิสระภาพในอ้อมกอดแห่งรัก

- เด็กไทยสายพันธุ์วอลดอร์ฟ

- คำถามเกี่ยวกับ วอลดอร์ฟ

- บทบาทของครูผู้ทำงานกับเด็ก

- วอลดอร์ฟ คืออะไร

- การเยียวยาเด็กที่สมาธิสั้น มีความยากลำบากในการควบคุมอารมณ์และการเรียนรู้

- ผลกระทบของการดูโทรทัศน์ต่อพัฒนาการเด็ก

- สะพานสายรุ้ง

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

ปาฐกถาที่ 7 ของรูดอล์ฟ สไตเนอร

ธรรมชาติของเด็กเล็กและการจัดกิจกรรมในชั้นเด็กเล็ก
เศรษฐศาสตร์แห่งดวงจิตและการศึกษาวอลดอร์ฟ : Soul Economy and Waldorf Education
บรรยายที่โดร์นาค เมื่อ 29 ธันวาคม ค.ศ.1921

ใคร ที่ต้องดูแลเด็กเล็กๆ ไม่ว่าจะในฐานะพ่อแม่หรือฐานะอื่นๆ จะต้องพบกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ติดมากับภารกิจนี้  วิธีการดูแลเด็กเพื่อที่จะวางรากฐานที่ดีที่สุดสำหรับพัฒนาการของเด็กใน อนาคตจะทำให้ผู้นั้นรู้สึกถึงข้อผูกมัดเชิงจริยธรรม ดังนั้นจึงนำความเศร้าอย่างสุดซึ้งมาสู่ข้าพเจ้า หากโรงเรียนวอลดอร์ฟในสตุทการ์ทสามารถรับได้เฉพาะแต่เด็กซึ่งถึงวัยเรียน อย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้น และมันจะยังความพอใจอย่างใหญ่หลวงแก่ข้าพเจ้า ถ้าเราสามารถรับเด็กที่อายุน้อยกว่านั้น*(*ในปีค.ศ.1921 เกณฑ์อายุในการเข้าโรงเรียนของเยอรมันคือ 6 ขวบ อนุบาลวอลดอร์ฟเริ่มในโรงเรียนวอลดอร์ฟราวสี่ปีหลังปาฐกถาครั้งนี้ นั่นก็คือช่วงอีสเตอร์ ปีค.ศ.1926) แต่นอกเหนือจากอุปสรรคด้านอื่นๆ แล้ว จุดมุ่งหมายของเราที่จะเปิดห้องเรียนสำหรับเด็กเล็กก็ถูกขวางกั้นด้วยการ ขาดแคลนทุนทรัพย์ ดังเช่นที่เกิดกับปฏิบัติการอื่นทางมนุษยปรัชญาโดยส่วนใหญ่ อย่างน้อยการขาดแคลนทุนทรัพย์ที่เป็นมาโดยตลอดก็ทำให้เรามีความหวังว่า ถ้าเราได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนทั่วไป ในที่สุดเราคงจะสามารถจัดทำห้องเรียนสำหรับเด็กเล็กให้เป็นส่วนหนึ่งของ โรงเรียนวอลดอร์ฟของเราได้
    เราเข้าถึงเด็กเล็กๆ ได้น้อยที่สุด ประตูสู่ชีวิตแห่งดวงจิตของเขาปิดสนิทจากโลกภายนอก ไม่มีอิทธิพลจากภายนอกใดๆจะเข้าไปแตะต้องดวงจิตของเด็กได้  ใครก็ตามที่ต้องดูแลเด็กวัยนี้ในขณะที่เขากำลังดิ้นและร้องไห้นั้นไม่สามารถ ทำอะไรได้เลย เด็กเล็กจะทำในสิ่งที่เขาต้องการ ดังนั้นผู้ใหญ่ที่ช่างสังเกตจะยอมรับความจริงที่ว่า เจตจำนงของเด็กอยู่เหนือการควบคุมของเรา แม้แต่ในช่วงวัยต่อๆมาก็ตาม และบางครั้งก็ยังต้องคำถึงช่วงท้ายที่สุดของชีวิตในอนาคตของเขาอีกด้วย
    พวกท่านอาจทราบแล้วว่าช่วงต้นปี ค.ศ. 1890 ก่อนจะตีพิมพ์นิพนธ์ทางมนุษยปรัชญาอื่นๆ ข้าพเจ้าได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งคือ ปรัชญาแห่งกิจกรรมเชิงจิตวิญญาณ(Philosophy of Spiritual Activity- ซึ่งต่อมาใช้ชื่อว่าปรัชญาแห่งอิสรภาพ – Philosophy of Freedom) ความมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้คือนำเสนอคุณค่าที่แท้จริง ของส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ซึ่งค่อยๆปรากฏเป็นพลังผลักดันสู่อิสรภาพอัน เป็นคุณลักษณะอันสมบูรณ์ของมนุษย์ อีกทั้งปรากฏให้เห็นในบริบททางสังคมด้วย  ถ้าเรายอมรับเนื้อหาของมัน เมื่อเผชิญกับทารกในอ้อมแขนก็จะเห็นประเด็นที่ว่าด้านหนึ่งเป็นปัญหาเรื่อง อิสรภาพ และอีกด้านหนึ่งเป็นปัญหาของชะตากรรมได้
    ถ้าเราฟังเสียงที่ดำรงอยู่ในหัวใจมนุษย์ จะพบว่าความสุขที่แท้จริงของมนุษย์บนโลกขึ้นอยู่กับการตระหนักถึงอิสรภาพ แห่งความเป็นมนุษย์ของเขา ความซาบซึ้งในคุณค่าของมนุษย์ และความรู้สึกต่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์  มนุษยปรัชญาแสดงให้เราเห็นว่า นอกเหนือจากสิ่งซึ่งคนๆหนึ่งอาจได้พัฒนามาแล้วในขณะที่ยังดำรงอยู่ในโลกแห่ง จิตวิญญาณ ก่อนถือกำเนิดหรือปฏิสนธิ และนอกเหนือจากสิ่งที่มนุษย์ผู้นั้นจะได้ประสบอีกครั้งหลังความตาย จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการจุติลงมาบนโลกก็คือทำให้แรงดลใจสู่อิสรภาพนั้น มีชีวิตขึ้นมา แรงดลใจนี้ต้องอาศัยการที่มนุษย์ถลำสู่กายเนื้อ  มนุษย์จะตระหนักถึงพลังนี้ได้เมื่อจุติลงมาสู่โลกกายภาพเท่านั้น  เราสามารถจะบรรลุอิสรภาพเพียงเมื่อเราอยู่บนโลกนี้เท่านั้น และสิ่งที่สามารถนำติดตัวไปยังโลกอื่นๆได้ก็เพียงระดับขั้นแห่งอิสรภาพซึ่ง เราได้บรรลุบนโลกใบนี้เท่านั้น
    หากเราเข้าถึงเด็กด้วยความรู้สึกต่างๆ ดังกล่าว ความรู้สึกอันเป็นแหล่งที่มาอันทรงพลังที่สุดสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในศิลปะ แห่งการศึกษานี้ คำถามต่อไปนี้จะคงอยู่ในใจของผู้ที่ดูแลเด็กเสมอ นั่นคือ ฉันจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อช่วยให้เด็กคนนี้พัฒนาความตระหนักรู้ถึงอิสรภาพของ มนุษย์ได้อย่างเต็มที่ เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พร้อมกับคำถามนี้ ก็นำไปสู่อรุณรุ่งแห่งสัจจะอีกประการหนึ่ง คือความจริงที่ว่าเงื่อนไขภายนอกทั้งหลายของชีวิตได้ถูกลิขิตไว้แล้ว และสามารถเข้าใจได้ด้วยญาณทัสนะแห่งมนษยปรัชญาว่านอกจากอิสรภาพแล้ว แต่ละคนยังมีชะตาชีวิตหรือเรียกด้วยศัพท์ทางตะวันออกว่า “กรรม” ของตนเอง
    ให้เราลองจินตนาการว่า ในช่วงต่อมาของชีวิต คนผู้หนึ่งก็ได้พบกับใครคนหนึ่งซึ่งเขาเคยรู้จักมาก่อน และคนที่สองก็มีอิทธิพลมากต่อชีวิตของคนคนแรก บางทีทั้งสองอาจกลายเป็นหุ้นส่วนกันไปชั่วชีวิต สำหรับทั้งคู่ ในตอนแรกอาจดูราวกับการพบกันของพวกเขาเป็นเพียงความบังเอิญ  แต่เมื่อมองย้อนหลังไปในช่วงหลายๆ ปีก่อนหน้า แม้ว่าจะไม่มีความรู้วิทยาศาสตร์จิตวิญญาณแนวมนุษยปรัชญาเลยก็ตาม คนแรกอาจค้นพบข้อเท็จจริงอันน่าประหลาดใจว่าระหว่างหลายปีก่อนการพบกันครั้ง นั้น เขาได้ดำเนินทุกย่างก้าวโดยไม่รู้ตัวว่าท้ายที่สุดได้นำเขาไปสู่การได้พบกับ อีกคนหนึ่ง  สิ่งซึ่งตอนแรกดูเหมือนเป็นผลแห่งความบังเอิญ เมื่อมองย้อนกลับไปแบบแผนซึ่งดำรงอยู่มาตลอดหรือแผนการที่อยู่เบื้องหลังก็ เผยออกมา  เพื่อนเก่าคนหนึ่งของเกอเธ่ที่ชื่อว่าคเนเบลได้เอ่ยคำพูดอันมีนัยยะนี้ออกมา จากส่วนลึกแห่งดวงจิตว่า “ถ้าในหลายๆ ปีให้หลัง ใครลองย้อนมองชีวิตของตนเอง ทุกอย่างดูเหมือนจะตกสู่แบบแผนที่ชัดเจนอันหนึ่ง ทุกสิ่งช่างประจวบกันอย่างพอเหมาะพอดี” เพราะเจตจำนงของเราถักทอกับการกระทำทุกอย่างของเรา เรามองเห็นได้ในทุก ๆ ที่ ในทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตว่าชะตากรรมเผชิญหน้ากับเราอย่างไร   จากสังเกตภายนอกชีวิตของหลายๆ คนก็สามารถใช้อ้างอิงได้ถึงข้อสรุปเดียวกันนี้ ถ้าเรามองสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตภายนอก ก็สามารถยืนยันได้ถึงสัจจะอันซ่อนเร้นในเรื่องของกรรม
    ใครก็ตามที่รับผิดชอบดูแลเด็กเล็ก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในบ้านสงเคราะห์เด็ก ผู้ซึ่งตระหนักถึงการทำงานของชะตากรรม จะต้องตั้งคำถามว่า ฉันถูกเลือกมาเป็นพิเศษเพื่อกระทำภารกิจในการชี้นำ และให้การศึกษาแก่เด็กคนนี้หรือเด็กเหล่านี้หรือไม่  และแล้วก็จะมีคำถามอื่นๆ ตามมาอีกว่า ต้องทำอะไรบ้างเท่าที่จะทำได้เพื่อขจัดตัวตนของฉันออกไป เพื่อให้ผู้ซึ่งมอบความไว้วางใจให้ฉันดูแลเป็นอิสระจากการแบกรับธรรมชาติ ส่วนตัวของฉัน  ต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะไม่ไปรบกวนชะตาชีวิตของเด็ก  และเหนือสิ่งอื่นใด จะให้การศึกษาอย่างดีที่สุดเพื่อให้เด็กก้าวสู่อิสรภาพแห่งความเป็นมนุษย์ ได้อย่างไร
    ถ้าใครเรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในตัวเด็กระหว่างแรกเกิดจนถึงช่วง ผลัดฟัน ซึ่งก็คือช่วงเจ็ดปีแรกของชีวิต (ข้าพเจ้าจะพูดถึงพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์ในภายหลัง) ก็จะรู้ว่าเด็กช่วงวัยนี้เปราะบางและเราสามารถส่งผลกระทบต่อเด็กเล็กอย่าง ลึกซึ้งเพียงใด
    การผลัดฟันแสดงถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเด็ก  ถ้าสังเกตอย่างใกล้ชิดจะพบว่า หลังเจ็ดขวบความคิด ความรู้สึก และเจตจำนงของเด็กจะเปลียนแปลไปสู่ความสัมพันธ์ลักษณะใหม่โดยสิ้นเชิง
    เราคุ้นเคยที่จะใช้มโนคติบางประการที่ได้จากการสังเกตกระบวนการเชิงวัตถุ ต่างๆ รวมไปถึงการสังเกตชีวิตมนุษย์ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเฝ้ามองกระบวนการธรรมชาติหลายๆ อย่าง จะสังเกตได้ถึงการปล่อยความร้อนซึ่งไม่เคยรับรู้ได้ในขั้นตอนก่อนหน้า และไม่ได้มีการใส่เข้าไปจากภายนอกออกมาอย่างทันทีทันใด เรากำลังพูดถึงการปล่อยความร้อนแฝงให้เป็นอิสระ เช่นเดียวกับที่ความร้อนแฝงถูกปล่อยออกมาโดยกระบวนการธรรมชาติ พลังแห่งจิตและจิตวิญญาณก็ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระหลังการผลัดฟัน  พลังทั้งหลายซึ่งเคยผูกติดกับอวัยวะต่างๆ เนื่องจากต้องใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเติบโตของอวัยวะเหล่านั้น เมื่อเป็นอิสระจากกระบวนการเติบโตและหล่อเลี้ยงบำรุงแล้ว พลังเหล่านี้จึงสามารถทำงานในห้วงแห่งดวงจิตของเด็กได้ พลังเหล่านี้ได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นพลังแห่งดวงจิต
    วิทยาศาสตร์ธรรมชาติในปัจจุบันสร้างมโนคติเชิงนามธรรมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างกายและจิต จิตและกายขึ้นมา  มีการสร้างทฤษฎีที่กล่าวถึงการส่งผลต่อกันและกันของทั้งสองส่วน  ทฤษฎีหนึ่งกล่าวถึงกายกับจิตเป็นคู่ขนานกัน  แทนที่จะทำการเฝ้าสังเกตอย่างแน่ชัด กลับสร้างปรัชญาแนวคิดขึ้นมา แต่ทั้งหมดนี้ไม่นำพาเราไปสู่ที่ใดทั้งสิ้น  หากผู้ใดปรารถนาที่จะหยั่งถึงความลับแห่งธรรมชาติมนุษย์ จักต้องทำการสังเกตอย่างพิถีพิถันเช่นเดียวกับการสังเกตปรากฏการณ์ของ ธรรมชาติภายนอก และแล้วก็จะพบว่าหลังจากปีทีเจ็ด พลังทั้งหลายซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำงานเกี่ยวข้องกับการสร้างกายเนื้อของเด็ก กำลังถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังแห่งดวงจิตซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ของ เด็กกับโลกภายนอก
    หากเราปรารถนาที่จะค้นพบว่า ดวงจิตของเด็กเป็นอย่างไรในช่วงระหว่างแรกเกิดจนถึงเจ็ดปี  เราต้องสังเกตพัฒนาการของเด็กจากปีที่เจ็ดเป็นต้นไป เพราะนับแต่นั้น ภายในดวงจิตของเด็ก เราสามารถสังเกตได้ถึงพลังเดียวกันซึ่งก่อนหน้านั้นทำงานภายในอวัยวะแห่งกาย เนื้อของเขา เราจะพบว่ากิจกรรมซ่อนเร้นที่ทำงานอย่างมีชีวิตชีวาในการปั้นแต่งและก่อรูป สมองตลอดจนอวัยวะส่วนอื่นๆที่เหลือของเด็กนั้นมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากตั้งแต่แรกเกิดหรือปฏิสนธิ เด็กนำสิ่งซึ่งติดตัวเขามาจากโลกแห่งดวงจิตและจิตวิญญาณลงมาสู่อวัยวะแห่ง กายเนื้อของเขา
    ดังนั้นเมื่อเด็กกำลังสร้างอวัยวะแห่งกายเนื้อ จะต้องปล่อยให้เขาเป็นอิสระที่จะทำเช่นนั้น และผลที่ตามมาก็คือประตูซึ่งจะนำเขาสู่โลกภายนอกจะยังคงปิดอยู่  เราจำเป็นต้องละเว้น ไม่ไปรบกวนกิจกรรมภายในเหล่านี้ของเด็กด้วยวิธีการอันเงอะงะงุ่มง่ามของเรา เพราะเด็กกำลังทำในสิ่งที่เขาต้องทำ ด้วยพลังที่มิอาจเข้าถึงได้ด้วยเจตจำนงจากภายนอก
    อีกด้านหนึ่งเราก็ต้องตระหนักว่าถึงแม้เด็กกำลังวุ่นอยู่กับกระบวนการเติบโต ของตัวเขาเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำอยู่ใกล้ๆ ก็สร้างรอยประทับที่ลึกซึ้งและเฉียบคมต่อเขา ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงรายละเอียดของเรื่องนี้ในภายหลัง แต่เราต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่จะทำงานในอาณาจักรแห่งดวงจิตของเด็กหลังปีที่ เจ็ดนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการสร้างอวัยวะในช่วงก่อนอายุ 7 ปี   นี่ก็หมายความว่าจวบจนกระทั่งปีที่เจ็ด รอยประทับใดๆ จากโลกภายนอกจะส่งผลโดยตรงต่อองค์ประกอบแห่งกายเนื้อ อาทิ ปอด กระเพาะอาหาร ตับ และอวัยวะอื่นๆ ทั้งหมด เพียงเพราะว่าในช่วงอายุนี้ดวงจิตของเด็กยังไม่ถูกปลดปล่อยจากระบบอวัยวะ แห่งกายเนื้อ ซึ่งดวงจิตยังคงเกี่ยวพันอยู่ด้วยอย่างกระตือรือร้น   รอยประทับทั้งมวลซึ่งมาจากการกระทำและความประพฤติของเราจะส่งผลชี้ชัดต่อสุข ภาวะ หรือความเจ็บป่วยของระบบอวัยวะทั้งหมด
    ท่านทั้งหลายมาที่นี่ด้วยความคาดหวังที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับหลักแห่งการ ศึกษาของเรา  แต่สิ่งซึ่งมีความสำคัญมากก็คือการนำหลักการเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้  สิ่งสำคัญอย่างแท้จริงในการให้การศึกษาก็คือ สภาวะอารมณ์และทัศนคติภายในเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่ครูมีอยู่ในหัวใจ ต่อเมื่อเรามองมนุษย์ที่กำลังเติบโตด้วยญาณทัสนะที่ถูกต้องเท่านั้น เราจึงสามารถที่จะเป็นผู้รับใช้ที่ดีของศิลปะแห่งการศึกษานี้ได้  หรือแม้แต่อาจกล่าวได้ว่า ครูแต่ละคนมีอิสระที่จะสอนวิชาต่างๆ ตามวิธีเฉพาะของตน เพราะไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ครูจะต้องเตรียมการสอนอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากชีวิต  สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงก็คือครูแต่ละคนมีภาพของมนุษย์ที่แท้จริงอยู่ภายใน ใจ และหากครูมองเห็นภาพนี้อยู่ภายในใจ ครูคนนั้นก็จะทำงานได้อย่างถูกต้อง ถึงแม้ว่ารูปแบบการทำงานภายนอกจะเป็นไปได้หลายทางก็ตาม  ในฐานะผู้นำทางเชิงจิตวิญญาณ เมื่อข้าพเจ้าได้เยี่ยมชมชั้นเรียนระดับเดียวกันแต่ครูสอนคนละคนกัน เพราะมีนักเรียนจำนวนมากจึงได้มีชั้นเรียนคู่ขนานลักษณะนี้เกิดขึ้น  และเมื่อข้าพเจ้าได้ประจักษ์ว่า ครูแต่ละคนสอนวิชาเดียวกันโดยวิธีการเฉพาะตัวของแต่ละคน แม้ว่าการสอนวิชาเดียวกันสองแบบอาจดูขัดแย้งกันเมื่อมองภายนอก อย่างไรก็ตาม แต่ละแบบก็ถูกต้องตามวิถีของมัน  แท้จริงแล้ว ถ้าครูคนหนึ่งลอกเลียนวิธีจากอีกคนหนึ่ง ผลก็อาจออกมาผิดโดยสิ้นเชิง  มันไม่ใช่เรื่องไร้ความหมายที่โรงเรียนของเราถูกเรียกว่า “โรงเรียนวอลดอร์ฟที่มีอิสระ” ไม่ใช่เพียงเพราะเราไม่ขึ้นกับระบบของรัฐ แต่เป็นเพราะบรรยากาศแห่งอิสรภาพซึ่งแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหมดในทุกอณูต่างหาก
    ในการบรรยายก่อนหน้า ข้าพเจ้ามุ่งประเด็นไปยังข้อเท็จจริงที่ว่า การใคร่ครวญพิจารณามนุษย์ในมิติเหนือสัมผัสรู้ปกติจะเผยให้เห็นกายอื่นอัน ละเอียดกว่าและอยู่นอกเหนือไปจากกายเนื้อ ซึ่งเราเรียกว่ากายชีวิตหรือกายแห่งพลังการก่อรูป  กายชีวิตมิเพียงเป็นที่มาของพลังต่างๆ แห่งการหล่อเลี้ยงและการเติบโตเท่านั้น แต่ยังเป็นที่มาของความสามารถในการจดจำและการสร้างภาพในใจหรือมโนคติอีก ด้วย  กายนี้กลายเป็นหน่วยหนึ่งซึ่งเป็นอิสระในช่วงแห่งการผลัดฟัน เป็นเวลาที่กายนี้ถือกำเนิดในลักษณะเดียวกับที่การถือกำเนิดทางกายภาพเมื่อ กายเนื้อคลอดออกมาจากครรภ์มารดา  นั่นหมายความว่าจวบจนกระทั่งเกิดการผลัดฟัน พลังจากกายชีวิตกำลังทำงานในกระบวนการการเติบโตของอวัยวะของเด็ก  ในขณะที่หลังจากนั้น แม้ว่าจะยังคงทำงานมากมายในกระบวนการนั้นอยู่ แต่ส่วนหนึ่งก็ถ่ายถอนออกมาจากการทำงานเหล่านี้  พลังของกายชีวิตที่ถูกปลดปล่อยออกมานี้ บัดนี้เริ่มทำงานในอาณาจักรแห่งดวงจิต ในการสร้างภาพในใจและความทรงจำ รวบไปถึงรายละเอียดอื่นๆ มากมายแห่งชีวิตทางดวงจิตของเด็ก
    การผลัดฟันเป็นเหตุการณ์ที่พิเศษเฉพาะอย่างยิ่ง  ต้องใช้พลังต่างๆเพื่อผลักดันฟันแท้ซึ่งมีมาก่อนแล้ว หลังจากนั้นพลังเหล่านี้ก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เมื่อฟันแท้ปรากฏแล้ว พลังของกายชีวิตก็มีอย่างล้นเหลือ กิจกรรมสุดท้ายในการผลักฟันแท้ออกมาเป็นการแสดงออกภายนอกถึงการทำงานใน ลักษณะที่กำลังดำเนินไปในอวัยวะต่างๆ ของเด็ก บัดนี้ ณ จุดสุดท้ายของช่วงเจ็ดปีแรกของชีวิต พลังชีวิตส่วนใหญ่ถูกปลดปล่อยสู่จิตและจิตวิญญาณของเด็ก
    ช่วงพัฒนาการทุกเจ็ดปีสามารถจำแนกได้ตลอดช่วงชีวิตของมนุษย์ และแต่ละช่วงก็แบ่งออกเป็นสามช่วงสั้นๆ ได้อย่างชัดเจน  ถ้าเราสังเกตการณ์ถ่ายถอนออกทีละน้อยของพลังชีวิตบางส่วนจนกระทั่งราวๆ ปีที่เจ็ด จะเห็นว่าช่วงสองปีครึ่งหลังจากการถือกำเนิดของกายเนื้อ กายชีวิตปลดปล่อยตนเองจากส่วนศีรษะ  ช่วงสองปีครึ่งถัดมาก็ปลดปล่อยตนเองออกจากส่วนอก และท้ายที่สุดจนถึงช่วงผลัดฟันก็ปลดปล่อยจากระบบการเผาผลาญและแขนขา  ดังนั้นเราจึงสามารถตระหนักถึงสามช่วงในการที่พลังชีวิตค่อยๆปลดปล่อยถ่าย ถอนออก และสามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าเมื่อกายชีวิตยังคงผูกติดกับส่วนศีรษะ เด็กปฏิเสธอิทธิพลความจงใจใดๆก็ตามที่มาจากภายนอก
    สิ่งที่เด็กเรียนรู้ระหว่างช่วงแรกเกิดจนสองขวบครึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งไป ตลอดชั่วชีวิตของเขา  เด็กเรียนรู้จากภายใน จากสิ่งที่เขานำติดตัวมาด้วยจากชีวิตก่อนเกิด  เพียงแค่พิจารณาว่าในช่วงแรกของชีวิตเพียงระยะเวลาสั้นๆ เด็กเรียนรู้ที่จะพูดและเดิน ซึ่งความสามารถของมนุษย์ทั้งสองประการนี้สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการรักษา ไว้ซึ่งความมั่นใจในตนเองในทางที่ถูกที่ควรของปัจเจกทั้งจากมุมมองของเขาเอง และของสังคม  เด็กสามารถทำทั้งสองประการสำคัญนี้ได้สำเร็จในขณะที่พลังชีวิตยังคง เกี่ยวข้องกับการสร้างสมองและแผ่พลังเข้าสู่อวัยวะส่วนอื่นๆที่เหลือ ถ้าพลังชีวิตแผ่สู่อวัยวะอื่นๆ มากเกินไป จะไปรบกวนกระบวนการต่างๆ ที่ยังคงเปราะบางอยู่ของเด็กได้แก่ ระบบการเผาผลาญ การหายใจและการไหลเวียนโลหิต  หากพลังชีวิตกระเพื่อมรุนแรงเกินไปในระบบอวัยวะของเด็ก ไข้อีดำอีแดงและความเจ็บป่วยที่เกี่ยวเนื่องกับวัยเด็กทั้งหลายก็อาจเกิด ขึ้นตั้งแต่วัยนี้  กล่าวโดยพื้นฐานแล้ว จากทั้งหมดที่ทำงานภายในเด็กในช่วงวัยนี้ เจตจำนงหรือคำสั่งใดๆ ก็ตามที่มาจากภายนอกจะยังไม่สามารถเข้าถึงเด็กได้ เด็กต้องการให้ปล่อยเขาทำงานกับระบบอวัยวะของเขาเอง
    การที่โลกภายนอกไม่สามารถเข้าถึงเด็กได้ในช่วงแรกเกิดจนถึงสองขวบครึ่งนั้น เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง อีกปัจจัยหนึ่งคือความจริงที่ว่าเด็กมีการเรียนรู้ที่ละเอียดอ่อนตาม สัญชาตญาณต่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลที่ได้สร้างสายสัมพันธ์ ระดับหนึ่งกับเด็ก  ใครก็ตามที่ดูแลเด็กก็ถือว่าอยู่ในกรณีนี้โดยปริยาย  ตรงนี้ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวถึงความสามารถของเด็กในการใช้สัมผัสรู้ต่างๆใน ลักษณะเดียวกับผู้ที่มีอายุมากกว่านั้น  ข้าพเจ้าไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เด็กสามารถเห็นด้วยตาของเขา แต่หมายถึงการรับรู้ทั่วไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างชนิดที่ลึกซึ้ง ที่สุด  อย่างไรก็ตาม การรับรู้นี้ไม่รวมถึงสิ่งใดๆ ที่พยายามยัดเยียดเข้าไปจากภายนอก (ต้านกับสิ่งซึ่งเด็กจะป้องกันตนเองโดยสัญชาตญาณระหว่างช่วงสองปีครึ่งนั้น)
    จะเป็นการช่วยให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้นถึงความละเอียดอ่อนว่องไวต่อโลกภายนอก ในช่วงเวลานี้ซึ่งการรับรู้จากสัมผัสต่างๆยังคงฝังอยู่กับความรู้สึกอย่าง ลึกซึ้ง หากเราพิจารณาสิ่งมีชีวิตที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ในระดับล่างลงไปคือสัตว์ เพราะพวกมันแสดงความไวต่อโลกภายนอกในระดับเดียวกัน  ณ ที่นี้ข้าพเจ้าไม่ได้ขัดแย้งกับข้อสังเกตของข้าพเจ้าเองเกี่ยวกับความชราภาพ ที่กล่าวไว้ในปาฐกถาก่อนหน้า เราเพียงต้องสังเกตอย่างถูกต้อง สัตว์มีไวต่อสิ่งแวดล้อมของมันอย่างยิ่ง  ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านทั้งหลายที่มาจากอังกฤษหรือประเทศในยุโรปอื่นๆ เคยได้ยินเกี่ยวกับม้า ซึ่งสองสามปีก่อนสงครามได้ก่อให้เกิดความฮือฮาขึ้นมา เพราะพวกมันดูเหมือนจะสามารถคำนวณเลขง่าย ๆ ได้  ในเบอร์ลินมีม้าชื่อดังของนายออสเตน(Herr von Osten)   ในเอลเบอร์เฟลด์ก็มีม้าหลายตัวซึ่งสามารถทำเช่นนั้นได้   ข้าพเจ้าพูดอะไรไม่ได้มากเกี่ยวกับม้าที่เอลเบอร์เฟลด์ แต่ข้าพเจ้าได้สร้างความคุ้นเคยกับม้าของนายออสเตนในเบอร์ลิน และสังเกตได้ถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างม้าตัวนี้กับนายของมัน เป็นจริงที่ม้าตัวนี้กระทืบเท้าเป็นสามคูณสามเท่ากับเก้า ซึ่งสำหรับม้าแล้วต้องถือว่าประสบความสำเร็จอย่างน่านับถือ!
    มีการเสนอทฤษฎีสารพัดเพื่ออธิบายปฏิกิริยาของม้าต่อคำถามที่นายออสเตนตั้ง ให้มัน  มีอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ผู้มีความรู้สูงคนหนึ่ง ถึงกับเขียนหนังสือเกี่ยวกับม้าตัวนี้  ท่านเขียนไว้ว่า “แน่นอน ม้าไม่สามารถคิดคำนวณได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่นายออสเตนกล่าวว่า “สามคูณสาม” เขาจะแสดงสีหน้าซึ่งสังเกตได้ยากประกอบด้วย เขาทำการบอกใบ้อย่างหนึ่ง และเมื่อเขาออกเสียงคำว่า “เก้า” ม้าตัวนี้ซึ่งสามารถสังเกตสีหน้าของนายได้ ก็จะกระทืบเท้าตามอย่างสอดคล้องต้องกันกับการแสดงออกทางสีหน้า”   ช่างเป็นตำราเรียนเสียเหลือเกิน! ผู้เขียนได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ตัวผู้เขียนเองก็ไม่สามารถสังเกตการณ์บอกใบ้บนใบหน้าของนายออสเตนได้ ฉะนั้นผู้เขียนจึงไม่สามารถรับรองได้ว่าทฤษฎีของผู้เขียนถูกต้อง  แต่มันต้องมีการบอกใบ้แน่นอน และม้าตัวนั้นก็สามารถจับสังเกตได้”  สำหรับข้าพเจ้าแล้วผู้เขียนแค่กล่าวว่า ตัวเขาอาจารย์มหาวิทยาลัย มองว่าม้ามีความสามารถในการสังเกตได้ดีกว่าเขา  ในทัศนะของข้าพเจ้า จุดสำคัญอยู่ที่วิธีการของนายออสเตน เพราะเขามีถุงขนาดใหญ่บรรจุเนื้อหวานซึ่งเอาไว้ป้อนเข้าปากม้า ดังนั้นกระแสสัมผัสและความพึงพอใจจึงถูกคงเอาไว้และเลื่อนไหลอย่างต่อเนื่อง ผลก็คือความสัมพันธ์อันใกล้ชิดลึกซึ้งระหว่างนายกับม้า สิ่งที่เกิดขึ้นก็อยู่ในความรู้สึกที่ร่วมกัน ซึ่งทำให้ม้าสามารถรับทุกอย่างที่มาจากนายของมันได้ แม้แต่ความคิดและความรู้สึกทุกเฉดของนาย แต่ไม่น่าจะเป็นเรื่องของการแสดงออกทางสีหน้าอันลึกลับ  กระบวนการคำนวณที่ดำเนินไปในใจของนายออสเตนถูกถ่ายเทไปยังม้าผ่านรสชาติของ ความหวาน  หากตีความในลักษณะนี้ก็ไม่ทำให้ปรากฏการณ์นี้ลดความน่าสนใจลงไป มันสามารถสอนเราได้มากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต แต่มันไม่สามารถอธิบายได้โดยใช้สมมติฐานเรื่องการสังเกตการแสดงออกทางสีหน้า ซึ่งม้าทำได้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยทำไม่ได้
    ระหว่างแรกเกิดถึงสองขวบครึ่ง เด็กก็มีสายสัมพันธ์เช่นเดียวกันนี้กับแม่หรือคนอื่นๆที่เกี่ยวพันใกล้ชิด กับเขา  ตราบเท่าที่ทัศนคติและการกระทำของพวกเขาเอื้อให้เกิด  และแล้วเด็กก็กลายเป็นนักเลียนแบบโดยสมบูรณ์  เรื่องนี้ทำให้ผู้ใหญ่มีหน้าที่ทางจริยธรรมที่จะต้องทำตัวให้ควรค่าต่อการ เลียนแบบอันเป็นงานที่ยากกว่าการพยายามผลักดันเจตจำนงของตนไปสู่เด็กเสีย อีก  เด็กจะรับเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่เราทำสิ่งต่างๆ วิธีที่เราเคลื่อนไหว เด็กไวต่อความรู้สึกและความคิดของเราอย่างเท่าเทียมกัน  เด็กเลียนแบบเรา และถ้าสิ่งนี้ไม่สามารถสังเกตได้จากภายนอก (อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆก็จะประทับลงไปยังระบบอวัยวะของกายเนื้อ เนื่องจากอวัยวะเหล่านี้ผูกพันกับพลังแห่งดวงจิต)  ดังนั้นการให้การศึกษาในระหว่างช่วงแรกเกิดจนถึงสองขวบครึ่งนี้ ควรเป็นการพัฒนาตนเองของผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็ก ซึ่งควรจะคิด รู้สึก และกระทำในลักษณะที่เมื่อเด็กรับรู้แล้วไม่ก่ออันตรายใด ๆ   โดยพื้นฐานแล้ว ขั้นตอนการเลียนแบบดำเนินต่อไปจนถึงช่วงผลัดฟัน ดังนั้นสิ่งแวดล้อมจึงมีอิทธิพลต่อเด็กอย่างแรงกล้าในช่วงปีต่อ ๆ มาด้วย ดังแสดงให้เห็นในตัวอย่างต่อไปนี้
    พ่อแม่ผู้กำลังกลุ้มใจคู่หนึ่งได้มาหาข้าพเจ้าและบอกว่า “ลูกของเราเคยเป็นเด็กดีมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เขาเริ่มขโมยเงินเสียแล้ว”  เรื่องเป็นจริงดังนั้นหรือ หากมองอย่างผิวเผิน คำตอบก็คือ ใช่  เพราะเด็กได้หยิบเงินจากตู้ที่แม้เก็บเงินไว้ในนั้นเสมอ เอาเงินไปซื้อขนมหรือแม้แต่แจกจ่ายเงินบางส่วนให้เด็กคนอื่น ๆ  ข้าพเจ้าบอกให้พ่อแม่คู่นั้นมั่นใจว่าลูกของเขาไม่ได้ขโมยเงินอย่างแน่นอน เขาเพียงแต่เลียนแบบแม่ซึ่งหยิบเงินออกจากตู้ใบนั้นเป็นประจำเพื่อนำไปซื้อ สิ่งต่าง ๆ  เด็กไม่เคยมีเจตนาที่จะขโมยซึ่งเป็นมโนคติที่ยังไม่เกิดขึ้นในใจเด็ก  แต่เด็กเป็นนักเลียน  เขาจะทำในสิ่งที่แม่ทำ และถ้าเราตัองการหลีกเลี่ยงความสับสน ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ที่จะตระหนักถึงข้อเท็จจริงอันนี้ และปฏิบัติต่างออกไปเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็ก
    เราต้องระมัดระวังที่จะไม่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการเด็กเมื่อเขาเรียนรู้ที่จะ พูด ผลเสียนี้เกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าเราให้เด็กพูดคำที่เราเลือกให้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการผลักดันเจตจำนงของเราสู่เด็กเช่นกัน  จะเป็นการดีที่สุด ถ้าเราจะพูดไปอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อยู่ต่อหน้าเด็ก ให้เขามีโอกาสได้ยินการพูดคุยที่ถูกต้อง โดยวิธีนี้เด็กจะหาทางเข้าถึงภาษาด้วยตัวเขาเอง
    อีกทั้งไม่ควรให้เด็กเรียนรู้ที่จะเดินโดยใช้ความพยายามของเราไปทำให้เขายืน ขึ้น หรือทำการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ การสอนเช่นนั้นเป็นเรื่องของบทเรียนพลศึกษาตอนที่เด็กโตกว่านี้มาก  ถ้าเราเข้าไปแทรกแซงโดยทำให้เขายืนและเดินก่อนวัยอันสมควรจะทำให้ระบบประสาท ของเด็กเสียหายอย่างไม่อาจแก้ไขเรียกคืนกลับมาได้  ความเสียหายนี้อาจคงอยู่กับเด็กในช่วงต่อมาของชีวิตอีกด้วย  ถ้าเด็กเห็นผู้ใหญ่อยู่ในท่ายืนตัวตรง ในฐานะที่เป็นนักเลียนแบบ เด็กก็จะยกตนเองขึ้นสู่ท่าเดียวกันเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม  เราต้องระลึกอยู่เสมอว่ามนุษย์ในช่วงแรกของชีวิตเป็นนักเลียนแบบและจัดการ เลี้ยงดูของเราให้สอดคล้องกับความจริงข้อนี้  เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่น่าระอายิ่ง เราต่างรู้กันว่ามีเด็กที่ดูเหมือนจะเอาแต่ร้องกวนทั้งวัน และยังมีเด็กที่นอกจากส่งเสียงแสบแก้วหูแล้วยังทำให้ผู้ใหญ่เป็นทุกข์ด้วย วิธีการต่างๆนานา  ก็จริงที่ว่าในหลายสถานการณ์จะต้องมีการจัดการอย่างเข้มงวดเพื่อที่จะหลีก เลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดกับเด็ก แต่มาตรการดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นเรื่องของการศึกษา  ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะทนกับเด็กที่กำลังส่งเสียงร้อง แต่ถ้าเราปฏิบัติดังที่ชี้แนะไว้ การกระทำของเราก็จะค่อย ๆ ดิ่งลึกลงในดวงจิตของเด็ก และพลังทางจิตวิญญาณซึ่งยังคงผูกพันใกล้ชิดกับกระบวนการสร้างอวัยวะจะนำไป สู่ผลที่ดีขึ้นในที่สุด  ถ้าสังเกตเด็กเล็ก ๆ โดยปราศจากอคติ ก็จะพบว่าการส่งเสียงร้องและพฤติกรรมอันไม่น่าพอใจต่าง ๆ นั้นมาจากระบบอวัยวะแห่งกายเนื้อของเด็ก ถึงแม้พลังซึ่งดำรงอยู่อย่างถาวรในการร้องไห้อย่างหนักจะยังคงอยู่ในตัวเด็ก แต่นิสัยการร้องไห้นั้นจะค่อย ๆ ผ่านพ้นไป  พลังเหล่านี้ทรงพลังมาก ถ้าเราส่งอิทธิพลที่ถูกต้องต่อเด็กโดยให้ตัวอย่างที่เหมาะสมและกระทำการ อย่างมีจริยธรรม พลังที่อยู่ในการร้องไห้ของเด็กจะแสดงออกเป็นพลังทางจริยธรรมที่เข้มแข็งใน ภายหลัง  พลังทางจริยธรรมที่เข้มแข็งในผู้ใหญ่เป็นการแสดงออกของพลังอันเดียวกันที่ เด็กใช้ในการร้องไห้อย่างหนักในช่วงต้นของวัยเด็ก  อีกแง่หนึ่ง ถ้าผู้ใหล้ชิดเด็กมีทัศนคติที่ขาดจริยธรรม แม้จะเป็นเพียงความคิด พลังเดียวกันนี้ก็จะแสดงออกภายหลังเป็นพลังที่ไร้จริยธรรม
    ตอนนี้พวกท่านจะได้เห็นคุณค่าของประเด็นหลักของเนื้อหาเท่าที่ได้กล่าวมา แล้วคือ เราต้องไม่ถูกลวงโดยสัญชาตญาณปลอมประการหนึ่ง ซึ่งแม้กระทั่งไม่อาจเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นสิ่งที่ติดมากับเราผ่านธรรมเนียมปฏิบัติที่เข้าใจกันมาผิดๆ คือเรื่องการสอนเด็กพูด  พยาบาลหรือคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กเล็กๆ ไม่ควรพูดกับเด็กด้วยการเลียนเสียงแบบเด็ก ๆ เป็นการทำผิดอย่างมหันต์ ถ้าเปลี่ยนการพูดปกติของเราให้ไป “เหมือน” การส่งเสียงแบบที่เด็กทำ เพราะเด็กต้องการเลียนแบบเราอย่างที่เราเป็นจริงๆ ไม่ใช่อย่างที่เราแสร้งเป็น  อย่างไรก็ตาม ถ้าเราทำเช่นนั้นเด็กก็ต้องทนกับการกระทำเช่นนั้นของเรา แต่มันสร้างความขุ่นเคืองใจอย่างลึกล้ำแก่เด็ก  ผลกระทบที่ตามมาของเรื่องเบาปัญญานี้อาจปรากฏภายหลังเป็นปัญหาเรื่องการย่อย อาหารในอีกหลายปีต่อมา  ที่ผู้ป่วยสูงอายุได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นอาการของปัญหาการย่อยอาหารอาจ ไม่ใช่อะไรอื่น นอกเสียจากผลของการทำงานอย่างกระตือรือร้นแต่ได้รับการชี้แนะอย่างไม่ถูก ต้องของพยาบาลระหว่างช่วงแรกของวัยเด็กของผู้ป่วย
    เหล่านี้เป็นประเด็นที่สำคัญต่าง ๆ เกี่ยวกับช่วงต้นหนึ่งในสามของเจ็ดปีแรกของชีวิตอันพึงต้องระลึกไว้ในใจ
    เมื่ออายุสองขวบครึ่ง อวัยวะส่วนศีรษะของเด็กพัฒนาไปมากพอที่พลังชีวิตซึ่งเคยทำงานในส่วนนี้จะถูก ปลดปล่อยออกมาได้  พลังที่ค่อย ๆ ถูกปลดปล่อยออกมานี้จะเลื่อนไปยังบริเวณทรวงอกจนกระทั่งเด็กอายุห้าปีเมื่อ การหายใจและการไหลเวียนโลหิตพัฒนาจนสมบูรณ์  ดังนั้นในเวลาหลังจากที่เด็กได้เรียนรู้ที่จะพูดและเดินแล้ว พลังการก่อรูปจะถูกปลดปล่อยจากส่วนศีรษะ และทำงานในฐานะเป็นพลังแห่งดวงจิตและจิตวิญญาณร่วมกับพลังซึ่งกำลังถูกปลด ปล่อยในบริเวณทรวงอก  สามารถรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ภายนอกจากการที่ความทรงจำอันมีชีวิตชีวา อย่างที่สุดได้คลี่คลายปรากฏขึ้นในเด็กระหว่างสองขวบครึ่งถึงห้าขวบ ทั้งยังรวมไปถึงจินตนาการอันมหัศจรรย์ของเขาด้วย  อย่างไรก็ตาม ก็ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเมื่อเด็กพัฒนาความสามารถสองประการนี้ซึ่งเป็น เครื่องมือในการสร้างดวงจิตของเขา  เด็กยังคงอยู่ในโลกของการเลียนแบบ ฉะนั้นเราไม่ควรพยายามทำให้เด็กจดจำในสิ่งที่เราเลือกให้เขา ในขั้นตอนนี้จะเป็นการดีที่สุด ถ้าปล่อยให้พลังแห่งความทรงจำทำงานด้วยตัวของมันเอง ปล่อยให้เด็กจดจำในสิ่งที่เขาพอใจ ไม่ควรมีการให้เด็กทำแบบฝึกหัดความจำใด ๆ เลย มิเช่นนั้นเราจะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ติดตามมาจากความไม่รู้ของเราซึ่งจะ สามารถสังเกตเห็นได้ถ้ามองไปให้ตลอดชั่วชีวิตมนุษย์
    บางครั้งจะพบผู้ที่อายุราวสี่สิบปีหรือมากกว่านั้น บ่นถึงความเจ็บปวดรวดร้าวจากโรครูมาติซึม  แน่นอนว่าความไม่สบายกายอันนี้มาจากสาเหตุหลายประการ  แต่ถ้าค้นคว้าย้อนไปไกลพอ  อาจพบว่ารูมาติซึมนั้นเกิดจากในช่วงต้นของวัยเด็กต้องจดจำมากเกินไปก่อนวัย อันควร  รูปแบบของชีวิตนั้นซับซ้อนยิ่งนัก และเพียงเมื่อพยายามที่จะตระหนักถึงความเกี่ยวเนื่องซ่อนเร้นมากมายของชีวิต เท่านั้น เราจึงจะบังเกิดความรักอันเป็นพื้นฐานที่แท้จริงต่อมนุษย์ผู้กำลังเติบโต ขึ้นมา
    ไม่ว่าจะมีทัศนคติอย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ให้การศึกษาเราต้องขานรับจินตนาการหรือความคิดฝันของเด็กซึ่ง ต้องการจะแสดงอกมาภายนอกผ่านการเล่นของเล่น หรือเล่นเป็นเรื่องราวต่าง ๆ กับเด็กคนอื่น ๆ  แรงกระตุ้นในการเล่นในช่วงสองขวบครึ่งถึงห้าขวบมิใช่อะไรอื่นนอกเสียจากการ แสดงพลังแห่งจินตนาการออกมาเป็นกิจกรรมภายนอกนั่นเอง  และถ้าใครมีความสามารถพอในการสังเกตการณ์เล่นเช่นนั้น ก็จะสามารถบอกล่วงหน้าถึงชีวิตแห่งดวงจิต ลักษณะเฉพาะ และอื่นๆ ในอนาคตของเด็กได้  วิธีการเล่นของเด็กเล็ก ๆ เป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงศักยภาพและความสามารถในช่วงต่อมาของชีวิต  สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ การตอบสนองแรงกระตุ้นในการเล่นที่ติดตัวเด็กมาแต่กำเนิดด้วยการให้ของเล่น ที่เหมาะสม  คนในสมัยก่อนได้ตอบสนองสิ่งนี้ตามความเข้าใจของพวกเขา
    ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นทางตะวันตกด้วยหรือไม่  ในช่วงเวลาหนึ่งมีการระบาดอย่างหนึ่งแพร่ไปทั่วยุโรปกลาง คือการให้กล่องที่บรรจุอิฐสำหรับก่อสร้างแก่เด็กช่วงคริสต์มาส  โดยหมายมั่นว่าเด็กจะสร้างสถาปัตยกรรมที่น่าเกลียดน่ากลัวขึ้นมาจากอิฐ ลูกบาศก์และอิฐแท่งเหล่านี้ ของลักษณะนี้ส่งผลกระทบมากมายต่อพัฒนาการทางจินตนาการของเด็ก เพราะมันก่อให้เกิดทัศนคติวัตถุนิยมแยกส่วน เป็นจิตที่ต้องการนำชิ้นเล็กชิ้นน้อยมารวมกันเพื่อสร้างเป็นส่วนทั้งหมด ประกอบขึ้นเป็นองค์รวม หากต้องการให้เกิดผลที่นำไปปฏิบัติจริงได้ในชีวิตควรปล่อยให้การเล่นทั้งหมด เป็นเรื่องของพลังจินตนาการที่มีชีวิตและเลื่อนไหลของเด็กจะดีกว่าการ สนับสนุนความสามารถเชิงเชาว์ปัญญาซึ่งส่งเสริมความคิดแบบแยกส่วนอย่างที่ เป็นอยู่ทุกวันนี้  จินตนาการของเด็กเป็นตัวแทนของพลังซึ่งเพิ่งเป็นอิสระจากงานสร้างสรรค์ในการ สร้างสมองของเด็ก  ด้วยเหตุนี้จึงต้องเลี่ยงไม่ไปบังคับให้พลังจินตนาการเหล่านี้กลายเป็นรูป แบบสำเร็จรูปตายตัวเท่าที่จะทำได้
    ลองนึกถึงพยาบาลสองคนที่กำลังดูแลเด็กคนหนึ่งอายุราวสองขวบครึ่งถึงห้าขวบ  พยาบาลคนหนึ่งอาจรักเด็กหญิงเล็ก ๆ ในความดูแลมากจึงให้ตุ๊กตา “แสนสวย” ตัวหนึ่งแก่เด็ก ตุ๊กตาตัวนี้ไม่เพียงแค่ทาแก้มแดงและมีผมจริงๆ เท่านั้น ตายังกระพริบและศีรษะก็หมุนและก้มได้อีกด้วย   ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีแม้แต่ตุ๊กตาที่พูดได้!  เอาล่ะ เธอให้ตุ๊กตาดังกล่าวแก่เด็กหญิงตัวน้อย ตุ๊กตาซึ่งมีรายละเอียดทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไม่มีที่เหลือสำหรับจินตนาการของเด็กเลย  ความปรารถนาอย่างแรงกล้าของเด็กในการที่จะได้สร้างสรรค์อย่างไม่หยุดยั้งไม่ สามารถบรรลุได้  ราวกับว่าพลังแห่งจินตนาการของเขาถูกจับสวมไว้ในเสื้อคับ ๆ  พยาบาลอีกคนหนึ่งซึ่งมีความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการภายในของเด็กเพิ่ม เติมอีกเล็กน้อย เธอนำผ้าเก่าผืนหนึ่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอีกแล้ว พันด้ายรอบปลายผ้าด้านบนจนมีลักษณะคล้ายศีรษะ เธออาจบอกให้เด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นวาดจุดสีดำสองจุดลงบนใบหน้าให้เป็นดวงตา หรือแม้แต่วาดจมูกและปาก เพราะตอนนี้จินตนาการของเด็กได้รับการกระตุ้น เพราะเขาสามารถสร้างสรรค์แทนที่จะต้องทนรับกับรูปร่างลักษณะอันตายตัว สำเร็จรูป เด็กสัมผัสถึงการตอบสนองที่มีชีวิตชีวาและใกล้ชิดเสียยิ่งกว่าที่ได้รับจาก สิ่งที่เรียกว่าตุ๊กตา “แสนสวย”   ของเล่นทั้งหลายควรมีที่ว่างให้พลังแห่งจินตนาการของเด็กได้เป็นอิสระ และเนื่องจากเชาว์ปัญญาการใช้เหตุผลนั้นไม่เหมือนกับจินตนาการหรือความคิด ฝัน ดังนั้นการที่ต้องเอาหลาย ๆ ส่วนมาประกอบกันจึงยากที่จะสอดคล้องกับจินตนาการซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเด็ก วัยนี้
    อะไรก็ตามที่ปลุกความรู้สึกภายในที่มีชีวิตชีวาและไม่ตายตัวนั้นเหมาะกับ เด็กเล็กเสมอ ยกตัวอย่างเช่น หนังสือสำหรับเด็กที่มีการตัดเป็นรูปต่าง ๆ มีสีสันสวยงามและเคลื่อนไหวได้โดยการดึงเชือกที่ติดอยู่ด้านล่าง ทำให้ตัวละครสามารถทำสิ่งต่าง ๆ เช่นโอบกอดหรือดึงรั้งกัน จะช่วยให้เด็กได้คิดสร้างเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาได้ และการเล่นแบบนี้เป็นการเล่นที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กอย่างวิเศษ สุด  ในลักษณะเดียวกัน การเล่นกับเด็กคนอื่นก็ไม่ควรมีรูปแบบจนเกินไป แต่ควรปล่อยให้มีพื้นที่กว้าง ๆ สำหรับจินตนาการของเด็ก
    คำแนะนำทั้งหมดนี้มาจากความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ซึ่งมีฐานมาจากความจริง และจะช่วยให้นักการศึกษาได้เรียนรู้ญาณทัสนะอันจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตในเชิงปฏิบัติ
    เมื่อเด็กก้าวถึงปีที่ห้าของชีวิต พลังแห่งกายชีวิตซึ่งเคยทำการสร้างระบบหายใจและการไหลเวียนโลหิต บัดนี้สามารถนำไปใช้กับกิจกรรมอื่นได้แล้ว และเช่นเดียวกันเมื่อถึงช่วงผลัดฟัน พลังชีวิตซึ่งเสร็จสิ้นภารกิจการทำงานในระบบเมตาโบลิซึมและแขนขาแล้วก็จะ เป็นอิสระ และมีอย่างเหลือเฟือ  ณ เวลานั้นพลังทางจิตและจิตวิญญาณอย่างใหม่ก็ค่อย ๆ ตื่นและผุดขึ้นอย่างเต็มที่หลังปีที่เจ็ดของชีวิตเท่านั้น เราจะศึกษาในรายละเอียดมากขึ้นภายหลัง  อย่างไรก็ตาม พลังเหล่านี้ก็เริ่มฉายแสงแห่งรุ่งอรุณแล้วในช่วงที่สาม ช่วงสุดท้ายและเป็นการสิ้นสุดช่วงเจ็ดปีแรกของชีวิต
    เมื่อพลังชีวิตจากส่วนอกเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังทางจิตและจิตวิญญาณ เด็กก็จะยอมรับฟังคำแนะนำตักเตือน ซึ่งเป็นเรื่องของการตระหนักถึงความทรงสิทธิ์(authority)  ก่อนหน้านั้นเด็กไม่สามารถเข้าใจว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ เขาได้แต่เพียงเลียนแบบ ตอนนี้เด็กเริ่มค่อย ๆ รับฟังและเชื่อในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด  เมื่ออายุห้าขวบขึ้นไปเท่านั้นจึงจะสามารถปลุกให้เด็กรู้สึกว่าสิ่งใดถูก หรือผิด  เราจะให้การศึกษาแก่เด็กได้อย่างเหมาะสม เพียงเมื่อเราตระหนักว่าระหว่างช่วงเจ็ดปีแรกคือตั้งแต่แรกเกิดจนถึงช่วง ผลัดฟัน เด็กจะอยู่ในโลกของการเลียนแบบ และค่อย ๆ พัฒนาจินตนาการและความทรงจำ ตลอดจนการเชื่อฟังสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดเป็นครั้งแรก  ความศรัทธาต่อผู้ใหญ่นี้นำไปสู่ความรู้สึกถึงความทรงสิทธิ์ โดยเฉพาะของครูที่ใกล้ชิดกับเด็ก  อย่างไรก็ตาม ในขั้นนี้เด็กยังเล็กเกินไปที่จะได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการไม่ว่ารูปแบบ ใดก็ตาม  มันสร้างความเจ็บปวดให้กับข้าพเจ้าเมื่อทราบว่าหกขวบถูกกำหนดให้เป็นเกณฑ์ อายุในการเข้าเรียนอย่างเป็นทางการ  เด็กไม่ควรเข้าโรงเรียนก่อนปีที่เจ็ดของชีวิต  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงยินดีเสมอเมื่อได้ยินว่า ลูกของนักมนุษยปรัชญาบางคนไม่มีความรู้ในการเขียนและอ่านแม้จะอายุแปดขวบ แล้วก็ตาม และไม่รังเกียจถ้าพวกท่านจะคิดว่าทัศนะเช่นนี้ค่อนข้างจะไม่ศิวิไลซ์เอาเสีย เลย  สิ่งซึ่งควรจะทำได้โดยใช้พลังที่จะมีอยู่ในช่วงต่อมา ไม่ควรถูกยัดเยียดให้ทำเมื่อยังไม่ถึงเวลา เว้นเสียแต่ต้องการจะก่อความเสียหายต่อระบบอวัยวะแห่งกายเนื้อ
    .ในสองสามวันถัดจากนี้ไป ข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านเห็นว่าเราพึงปฏิบัติต่อเด็กอย่างไรจึงจะไม่ก่อ อันตรายต่อเขา เมื่อเข้าเรียนในโรงเรียนวอลดอร์ฟ   พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเริ่มเล่าให้ฟังเพื่อแนะนำให้ท่านได้รู้จักโรงเรียนวอลด อร์ฟ

สวัสดีค่ะทุกคน
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับงานของทุกคนนะคะ
 ด้วยความปรารถนาดี
 
รวิมาศ ปรมศิริ(เอ) 

 

 


 

Join our community on
แกลอรี่  Join our community on Facebook Preschool Chiang MaiGallery
 

ตั้งอยู่ที่ 57/33 ซ.B2 หมู่บ้านนาทองวิลล์ ต.ท่าศาลา
ถ. ซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง อ.เมือง จ.เชียงใหม่

© 2009 Fahkwang Waldorf Preschool and Playgroup •Web Design by Gomew

ฟ้ากว้าง Home