บทบาทของครูผู้ทำงานกับเด็ก
๑ - ๗ ขวบ (วัยแห่งการเลียนแบบ)
เด็กวัยนี้ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับโลกนี้ เป็นแรงกระตุ้นจากภายในของเขาที่ทำให้ทำอย่างนั้น เพราะโลกนี้ใหม่สำหรับเขาทุกอย่าง ตื่นตาตื่นใจมากสำหรับเขาและเขาก็ต้องการเป็นส่วนหนึ่ง สายตาของเขายังมองเห็นอะไรไม่คมชัดนัก ทุกอย่างเบลอและเขาก็ยังไม่มีความสามารถในการถ่ายทอด เขาจึงพยายามทุกอย่างเพื่อที่จะมีประสบการณ์ด้วยตัวเองจึงใช้กายภาพ(ร่างกาย ) ในการเลียนแบบ
ในทางการแพทย์เด็กทารกจะหัวโต ตัวป้อม แขนขาสั้นๆ นั่นก็เป็นเพราะก่อนเกิดหัวจะพัฒนาอย่างสมบูรณ์ที่สุดเป็นส่วนที่ผ่าน วิวัฒนาการมามากที่สุด ส่วนอื่นๆ ค่อยๆ เรียนรู้ และยืดตัว และแขนขา สังเกตได้ว่าเด็กก่อนอนุบาลตัวจะป้อมๆ อนุบาลจะค่อยๆยืดพอประถมก็จะยาวขึ้นด้วยเหตุนี้ส่วนที่เป็นแขนขาจึงเป็นส่วน ที่ได้รับการพัฒนาจากประสบการณ์การเรียนรู้ก่อน แม้นว่าหัวจะได้รับการพัฒนามาก่อนแล้วแต่ต้องคอยให้แข็งแรงเติบโตเชาว์ปัญญา ของเด็กมาจากการแตะ จับ สัมผัส
บทบาทของผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี สำหรับเขาเป็นแนวทางที่ผู้ใหญ่ต้องทำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด “อย่าได้มองภาระกิจของตัวเองผิดไป ครูไม่ใช่ผู้ส่งสารแต่ครูคือผู้ปั้นแต่งความเป็นมนุษย์รวมถึงผู้ใหญ่โดย เฉพาะพ่อแม่”
ครูมีบทบาทเป็นผู้นำเส้นทางชีวิตของอนุชนเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อก่อนนั้นเป็นที่รู้กันว่าผู้ใหญ่จะต้องนำพา แต่ปัจจุบันเด็กกลับต้องตัดสินใจเองเร็วเกินไป ตามใจเขามากไป เด็กจึงกลายเป็นผู้กำหนดความต้องการของตนเอง รวมทั้งกำหนดผู้ใหญ่อีกด้วย
โลกวัตถุมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว วัตถุนิยมในหมู่มนุษยชาติทำให้เราสูญเสียความหมายด้านจิตวิญญาณ ทั้งที่จิตวิญญาณเป็นเกียรติภูมิของความเป็นมนุษย์ จึงจำเป็นต้องสร้างมันกลับขึ้นมาใหม่ อย่าให้มาตรฐานเป็นตัวกำหนดความเป็นมนุษย์แต่ให้หัวใจเป็นตัวกำหนด
ภารกิจที่ควรแบกรับของครู ก็คือสร้างคุณค่าทางจิตวิญญาณในยุคสมัยวัตถุนิยม โดยการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายให้เด็กเห็น เป็นคนที่มีคุณค่าทำอะไรได้มากมาย ดั่งที่สไตเนอร์กล่าวไว้ว่า “คุณลักษณะอย่างแรกของคนที่เป็นครู เป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในทุกๆสิ่งไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่” มิใช่เพียงแต่ยึดตำรา
ใช้ความคิดริเริ่มและจินตนาการในการแก้ไขปัญหา การตอบสนองปัญหาอย่างนุ่มนวลเป็นสิ่งที่ดีมากแต่บางครั้งความนุ่มนวลก็ไม่ อาจหยุดพฤติกรรมบางอย่างของเด็กได้ โดยเฉพาะเด็กที่ก้าวร้าวและที่สำคัญเราใช้เหตุผลกับเขาไม่ได้ทั้งหมด กรณีมีเด็กคนหนึ่งมักจะไปยืนแงะ แกะ ประตูจนสีที่ทาอยู่ลอก ไม้บางส่วนหักออก เตือนก็แล้วบอกก็แล้วและวันหนึ่งก็บอกเขาว่า “ประตูน่าสงสารนะที่เสื้อผ้ามันขาดหมดแล้ว” ทุกครั้งที่เขาทำความผิดการลงโทษเป็นการซ้ำเติมความผิด แต่ถ้าเขาทำผิดจะต้องเห็นเขาแก้ไขแล้วผู้ใหญ่จะช่วยเหลือให้ทำให้ถูกต้องไม่ ได้ทอดทิ้ง แล้วต่อไปหากผู้ใหญ่ผิดพลาดบ้างเราก็จะได้ยินเสียงจากเด็กว่า “ไม่เป็นไรครับครู ผมช่วย”
เวลาทำงานกับเด็กจะต้องจริงจังกับงานนั้นเพราะเด็กก็เหมือนต้นไม้ เวลาที่ต้นไม้เติบโตขึ้น แม้เวลาจะเปลี่ยนไป หากมีแผล มีดบาด จะบันทึกไว้ในกายภาพของเรา ในเด็กก็เช่นกันทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเขาจะประทับลงในตัวเขา ในใจเขา ในปราณของเขา ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นนิสัย เป็นความเคยชิน
ในห้องเรียนเด็กเล็กหรือในบ้านถ้าผู้ใหญ่ทำงานยุ่งอยู่ ควรให้โอกาสเด็กได้ช่วยถึงแม้จะทำให้กระบวนการเป็นไปได้ช้าลงให้เขารู้สึก ว่าเขาทำงานได้ เช่น การทำอาหาร จุดประสงค์ไม่ใช่ให้เขาเรียนรู้วิธีการทำ แต่เป็นการเรียนรู้ความสุขจากการทำงาน เรารู้ว่ามันยุ่งยากสำหรับเด็ก แต่ความสุขจะทำให้เขามีความสุขกับงาน เผชิญกับมันอย่างมีความสุข ทำงานอย่างมีความสุข
ถ้ากรณีที่เขาทำไม่ถูก การตำหนิไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่การพยายามให้เขาทำสิ่งที่ดีกว่า ส่งเสริมเขา แนะนำกระบวนการเขา การตำหนิเป็นเหมือนการวิพากษ์วิจารณ์และบังคับให้แก้ไข เป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับเด็ก เขาจะขาดความมั่นใจตลอดไป เช่นเขาเขียนผิด เราก็ใช้ปากกาแดงกาทับและบังคับให้แก้อีก ๑๐๐ เที่ยว จะทำให้เขาไม่อยากทำอะไรอีกเลย
ในกรณีที่เขาแกล้งเพื่อน ทำร้ายคนอื่น การให้เขาแค่ขอโทษอย่างเดียวและเขากลับมาทำอีก เป็นเพราะเขาไม่ได้เห็นผลของความเจ็บปวดนั้น ให้เขาเห็นเวลาเพื่อนเขาร้องไห้ ให้เขาเห็นเวลาทำแผล ให้เขาเป็นคนทำให้ ให้เขาแก้ไขปัญหาที่เขาก่อขึ้นเอง
ครู (ผู้ใหญ่) จะเป็นแบบอย่างที่ดีได้อย่างไร
ในช่วงปีแรกของชีวิต เด็กจะเรียนรู้มากกว่าช่วงหลัง ไม่ใช่ช่วงอื่นไม่สำคัญ ทุกช่วงชีวิตมีความสำคัญเราจะไม่มองชีวิตแบบแยกส่วน
ในช่วงแรกๆ นั้น Physical Body กำลังปั้นแต่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตและเมื่อเขาค่อยๆพัฒนาตัวตน ของเขาขึ้นมาเขาจะเลือกได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือในช่วงชีวิตของคนเรา คนอื่นจะช่วยกำหนดได้เพียงตอนต้นเท่านั้น
แน่นอนว่าชีวิตของคนเรามีขึ้นมีลง แต่หากมีวัยเด็กที่ดีมันจะเป็นพลังให้เขาก้าวผ่านช่วงที่ตกต่ำในชีวิตของเขา ไปได้ แม้ว่าเราจะประคับประคองอย่างไรแต่เขาก็จะเลือกทางของเขาเหมือนที่เราก็มี ทางของเราอย่าคิดว่าเราจะลิขิตเขาได้
จากแรกเกิดจนถึง ๗๐ ปี ช่วงแรกจะเติบโตเร็วมาก ช่วงกลางสมดุลหลัง ๔๐ ร่างกายจะล้าลงแต่เป็นผู้มีปัญญามีวุฒิภาวะ ในเชิงกายภาพเซลล์ประสาทเป็นผลึกมันจะแข็งกว่าเซลล์อื่นๆ ในเชิงความคิดอะไรก็ตามที่เป็นข้อมูลข่าวสารจะฝังอยู่ในหัว และจะเปลี่ยนเป็นคุณภาพใหม่สู่สภาวะการณ์แข็งค่าทางความคิด ในเด็กจะต่างออกไป เพราะเด็กจะยืดหยุ่นกว่า อ่อนไหวกว่าในทางความคิด เมื่อรับข้อมูลข่าวสารมากไป วัตถุมากไปจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จินตนาการของเขาแข็งตัวเร็วเกินไป ในทางกลับกันศิลปะจะช่วยให้ความคิดของเรายืดหยุ่นอ่อนไหว เด็กที่มีความคิดที่แข็งตัวเหมือนผู้ใหญ่นั่นก็เท่ากับว่าชีวิตเขาเริ่มล้า แล้ว เพราะความคิดที่แข็งตัวเป็นกระบวนการที่ตายตัวและทำให้คนอื่นตายได้ด้วย ขอให้นึกถึงภาพการเข่นฆ่ากันของคนต่างศาสนา คนที่ขัดแย้งว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์แล้วถูกจับเผาทั้งเป็น
เราต้องนำศิลปะมาสู่เด็กๆ อย่างมีสติ การนำความรู้บอกเขาไวเกินไปเป็นผลเสีย เช่นเด็กอ่านหนังสือและพบว่ามีคนบอกว่าโลกหมุนเขาจะเชื่อและหยุดสังเกตดวง อาทิตย์ซึ่งหมุนไปในแต่ละวัน นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นกับเด็ก เด็กไม่สามารถรู้ทุกเรื่องไม่เข้าใจทุกเรื่อง แต่ประสบการณ์การสังเกตของเด็กจะบรรจบกับความรู้แล้วเขาก็จะเข้าใจอย่างไม่ ลืมเลือน
เพลงสำหรับเด็กอายุประมาณ ๙ ขวบ
ในช่วงชีวิตเรามีจังหวะและท่วงทำนองซึ่งจังหวะและท่วงทำนองนี้มีจุดจบ ในเพลงประสานเสียงเด็กอายุประมาณ ๙ ขวบ ขึ้นไปคือเด็กที่มีประสบการณ์ของตัวเองคือ แยกตัวเองออกจากโลกและชอบพูดว่า “ไม่” บอกให้ไปซ้ายเด็กวัยนี้จะเดินไปทางขวา เขาจะอยู่ในโลกของตัวเอง เด็กผู้หญิงผู้ชายแยกตัวออกจากกันเป็นประสบการณ์แยกตัวออกมา
ในการร้องเพลงประสานเสียงจะทำให้เด็กวัยนี้เข้าใจองค์รวมในขณะที่เขามีตัวตน ของเขาเอง ต่างคนต่างร้องแต่ทำให้เกิดทำนองและจังหวะเพราะพริ้ง (ราวปลาย ป.๓ – ป.๔ /๙ – ๑๐ ขวบ) จะเริ่มให้เด็กเล่นเครื่องสายเพื่อประกอบวงใหญ่
เพลงที่วนไปวนมาใช้กับเด็กเล็กไม่ได้ เพราะเด็กเล็กเขาจะร้องไม่ได้ เขาจะดึงตัวเองออกจากกระแสอันสับสนไม่ได้ เป็นเหตุผลเดียวกันกับการที่เราหาสาเหตุว่าทำไมถึงมีเด็กออทิสติกมากมายใน ปัจจุบัน รวมทั้งเด็กไฮเปอร์แอคทีฟ ขนาดผู้ใหญ่ในยุคสมัยนี้ยังเกิดความเหน็ดเหนื่อยคับข้องใจ วุ่นวายใจอยู่เสมอ จึงไม่แปลกเลยในเด็กเล็กที่ยังไม่มีประสบการณ์ ตัวตนเขาย่อมจะได้รับอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมเข้าไปอย่างเต็มที่
ในผู้ใหญ่เมื่อเกิดเรื่องกดดันหนักและไม่อาจหนีพ้นได้จะทำให้หุนหัน ตัดสินใจอย่างไร้สติ บางรายถึงกับจบชีวิตตนเอง หรือฆ่าคนอื่น ส่วนเด็กจะคล้อยตาม กรณีเด็กออทิสติกเพราะดูทีวีมาก เล่นเกมส์มาก เขาจะปิดตัวเองจากโลกจริงๆ เข้าไปอยู่กับมันโดยไม่รับรู้โลกภายนอกเลย ไม่อาจสื่อสารกับโลกรอบๆ ตัวเขาได้
ประสบการณ์การเรียนรู้จักตัวเองท่ามกลางกระแสต่างๆที่ล้อมรอบเขาอยู่เป็นการ ฝึกประสบการณ์ที่จะยืนหยัดในกระแส และถ้ามีความรู้ ความคิด ความเข้าใจ รู้ถูก รู้ผิดจะทำให้เขาดำรงอยู่ได้
เราให้ความรู้เรื่องยาเสพย์ติดมากมาย แต่ปัญหากับทวีขึ้นเพราะไม่เคยฝึกจะต้านทาน แรงช่วยจากเพื่อน สื่อฯลฯ การไม่ยัดเยียดสิ่งต่างๆให้เด็กมากเกินไป ทำให้เขาเกิด Willing ที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่นในเด็กป.๓ เขาอยากจะอ่านมาก แต่เราก็รั้งเขาไว้ทำให้พลังของเขาทวีขึ้น เราสอนวิธีการให้เขา ให้เขาใช้ความสามารถในตัวเขาในการทำความเข้าใจต่อไป
ขอบคุณบทความจากโรงเรียนแสนสนุกไตรทักษะ |