logo
Opened up Preschool age of 2-6 years old : Open to accept the children for home school learning : Grade school will open on the year 2011 Register Now.
รับสมัครเด็กก่อนวัยเรียนอายุ 2-6 ขวบ : เปิดรับเด็กเรียนร่วมโฮมสคูล : และชั้น ป.1 เปิดปี 2554 สมัครได้ตั้งวันนี้
Fee and Application Fahkwang Waldorf School Chiang Mai home
Shool Chiang Mai Fahkwang

- ภาพพัฒนาการของเด็กในการศึกษาปฐมวัยแบบสไตเนอร์

- ปาฐกถาที่ 7 ของรูดอล์ฟ สไตเนอร์

- การศึกษาเพื่อการคิดเชิงสร้างสรรค์ ในวิธีการแบบวอลดอร์ฟ

- ธรรมชาติของเด็กเล็กและการจัดกิจกรรมในชั้นเด็กเล็ก

- ใช้แนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ: สู่อิสระภาพในอ้อมกอดแห่งรัก

- เด็กไทยสายพันธุ์วอลดอร์ฟ

- คำถามเกี่ยวกับ วอลดอร์ฟ

- บทบาทของครูผู้ทำงานกับเด็ก

- วอลดอร์ฟ คืออะไร

- การเยียวยาเด็กที่สมาธิสั้น มีความยากลำบากในการควบคุมอารมณ์และการเรียนรู้

- ผลกระทบของการดูโทรทัศน์ต่อพัฒนาการเด็ก

- สะพานสายรุ้ง

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

ภาพพัฒนาการของเด็กในการศึกษาปฐมวัยแบบสไตเนอร์

ผู้เขียน เรเนเต้ ลอง-บรีพอล : แปลโดยภาคย์ฤดี เป็นผู้แปล รวิมาศ เป็นผู้ตรวจทานแก้ไข

  บทนำ
      การพัฒนาและการเจริญเติบโตเป็นกระบวนการของชีวิต ที่พบได้ทั้งในมนุษย์ พืชและสัตว์ กระบวนการเหล่านี้เผยให้เห็นจังหวะ และแบบแผนตามกฎของโลกแห่งธรรมชาติและโลกแห่งจิตวิญญาณ กระบวนการเหล่านั้นอาจได้รับอิทธิพลทั้งในแง่บวกและลบ แต่มนุษย์ก็มิอาจเข้าไปสู่อาณาจักรแห่งนั้น อันเป็นที่กำเนิดของกระบวนการชีวิตและความตายได้
      เด็กพัฒนาด้วยตัวเองไปตามกฎพัฒนาการทั่วไปของเด็กทุกคนบนโลกนี้ และเขาก็ยังประทับรอยลักษณะพิเศษเฉพาะตัวลงบนการพัฒนาทางกาย และจิตด้วย ซึ่งในการให้การศึกษานั้น เราต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองส่วนนี้
      เป้าหมายของการศึกษานี้กล่าวโดยสรุป ก็คือ ช่วยให้เด็กพัฒนาเป็นมนุษย์ได้อย่างสมดุลกลมกลืน สามารถใช้พรสวรรค์และความสามารถเพื่อค้นหาความหมาย และเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์
      การจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ขึ้นอยู่กับช่วงชีวิตเจ็ดปีแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสามปีแรกของปฐมวัย 

ความสำคัญของพลังชีวิต

      รูดอล์ฟ สไตเนอร์ได้อธิบายถึงพลังชีวิต ที่ทำงานในการพัฒนาของมนุษย์ในช่วงเจ็ดปีแรก พลังชีวิตเหล่านี้ช่วยให้เกิดความสมบูรณ์ในการสร้างอวัยวะ และปรับให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ มีความละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น ช่วยให้สมองและประสาทสัมผัสพัฒนาเติบโตเต็มที่ และยังช่วยสร้างระบบจังหวะในการหายใจ การเต้นของหัวใจและการไหลเวียนของโลหิต ในตอนแรกกระบวนการเติบโต ทางของร่างกายผ่านการทำงานของพลังชีวิตนั้น มีศูนย์กลางอยู่ที่ส่วนหัว มีการสร้างและกระตุ้นการทำงานของสมอง และระบบประสาทสัมผัส ในการรับเอาประสบการณ์ต่างๆ เข้าไปนับตั้งแต่แรกเกิด ในช่วงสามขวบ การสร้างสมองของเด็ก เกือบจะสมบรูณ์พร้อมที่จะใช้ในการคิด ภายในช่วงขวบปีที่ห้า กระบวนการเติบโตสู่ความสมบูรณ์จะอยู่ที่ระบบจังหวะเป็นหลักได้แก่ การหายใจ การเต้นของหัวใจ และการไหลเวียนของโลหิต ในปีที่เจ็ด ระบบการเผาผลาญและแขนขาจะเจริญเติบโตสมบูรณ์ โดยจะเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของร่างกาย ซึ่งจะแสดงถึงการเปลี่ยนจากช่วงปฐมวัยไปสู่วัยเด็กประถมศึกษา ในช่วงนี้เอง พลังชีวิตได้ทำหน้าที่หลักในการสร้างอวัยวะต่างๆของร่างกายเสร็จสิ้นแล้ว และพลังบางส่วนถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ เพื่อนำไปใช้เป็นความสามารถเชิงเชาว์ปัญญาในกระบวนการคิด
      การศึกษาปฐมวัยแบบสไตเนอร์จะให้ความสำคัญกับการหล่อเลี้ยงพลังชีวิตของเด็กๆ เป็นอย่างมาก ภารกิจหลักในช่วงเจ็ดปีแรกของชีวิตอาจกล่าวได้ว่า เป็นการสร้างกายเนื้อให้เติบโตสมบูรณ์ สมดุลและยืดหยุ่น เพื่อการเดินทางของชีวิต เพื่อกายนี้จะได้สนรองรับและไม่ขัดขวางทุกสิ่งที่เขาต้องการจะกระทำ 

สามขวบปีแรก กระบวนการทางกายภาพและจิตวิญญาณ

      ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายแล้วว่า  ช่วงเวลาสามขวบปีแรกถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการเจริญเติบโต และการเรียนรู้ที่เข้มข้นที่สุดตลอดชั่วชีวิตของมนุษย์ ช่วงเวลานี้จึงสำคัญต่ออนาคตของเด็กมากที่สุด การศึกษาของเด็กเล็กนี้จึงต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะการเลี้ยงดู และการให้การศึกษาที่ผิดพลาดแก่เด็กเล็กนั้นยากที่จะแก้ไขได้ในภายหลัง
      การพัฒนาของระบบประสาทสัมผัส นั้นเกิดขึ้นจากส่วนศีรษะลงไป ซึ่งเด็กจะค่อยๆ พัฒนาความสามารถในการควบคุมร่างกายไปสู่ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า นอกเหนือจากกระบวนการนี้แล้ว รูดอล์ฟ สไตเนอร์ยังอธิบายถึงกระบวนการพัฒนาการ อย่างที่สองของเด็กซึ่งจะเกิดขึ้นที่ระบบแขนขา แล้วต่อด้วยระบบจังหวะของการหายใจและการไหลเวียนของโลหิต และท้ายที่สุดเป็นกระบวนการสร้างสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักของระบบประสาทสัมผัส กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงสามขวบปีแรก และจะถูกนำทางโดย จิตวิญญาณของเด็กและโลกแห่งจิตวิญญาณที่อยู่เบื้องหลัง คุณสมบัติสามประการที่มนุษย์ได้รับจากกระบวนการเหล่านี้ คือ การยืนตัวตั้งตรงเพื่อเรียนรู้ที่จะเดิน, ความสามารถในการพูด และสุดท้ายคือความสามารถในการคิด การเดินตัวตั้งตรง การพูดและการคิดถือเป็นคุณสมบัติของมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งพัฒนาจากพรสวรรค์โดยธรรมชาติของเด็ก ร่วมกับการดำรงอยู่และได้รับการหล่อเลี้ยงโดยสภาพแวดล้อมของมนุษย์

      ในการศึกษาเด็กปฐมวัยแบบสไตเนอร์นั้น เราให้ความเคารพอย่างสูงสุดต่อกระบวนการเหล่านี้ และเชื่อว่าการศึกษาไม่ควรเข้าไปแทรกแซงความพยายามอันเกิดจากตัวของเด็กเอง เด็กนั้นเกิดมาพร้อมด้วยแรงขับดันให้ตั้งตัวตรง แรงจูงใจในการสื่อสารและแรงจูงใจในการทำความเข้าใจมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้นประเด็นจึงอยู่ที่เด็กจะสามารถพัฒนาคุณสมบัติเหล่านี้ได้มากและดีเพียงใด การจัดเตรียมคนและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่เหมาะสมให้กับเด็ก จึงเป็นวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาของเด็กเล็ก เพื่อเป็นการสนับสนุนกระบวนการนี้
      มุมมองของการพัฒนาให้สำคัญกับการพัฒนาตัวเองของเด็กเป็นอย่างมาก สไตเนอร์ได้กล่าวเตือนไม่ให้มีการเข้าแทรกแซง โดยตรงของผู้ใหญ่ต ่อกระบวนการการเรียนรู้ในการเดิน การพูดและการคิดในช่วงสามขวบปีแรกของชีวิต  แทนที่จะเข้าไปแทรกแซงเด็กโดยตรง ผู้ใหญ่ควรจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม และสภาวะที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้เด็กได้พัฒนาจากความสามารถภายในตัวของเขาเอง
      ในการพัฒนาการเคลื่อนไหวนั้น ผู้ริเริ่มก็คือตัวเด็กเอง ผู้ใหญ่ไม่ควรไปจัดตำแหน่งให้เด็กอยู่ในท่านั่งหรือท่ายืนก่อนวัยอันสมควร หากสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำคือเฝ้าสังเกตเด็กอย่างละเอียด และจัดเตรียมพื้นที่ให้กับการเคลื่อนไหวด้วยตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติของเด็ก ทุกวันนี้เราเข้าใจมากขึ้นแล้วว่าการฝึกฝนนี้ เป็นการปูพื้นฐานให้กับความรู้สึกถึงอิสรภาพ ความมั่นใจและความเป็นอิสระไม่พึ่งพาใคร การเรียนรู้ที่จะเดินโดยไม่ถูกแทรกแซงรบกวน และการประสบความสำเร็จในการเคลื่อนไหวในช่วงสองปีแรกของชีวิต ถือเป็นพื้นฐานสำหรับภาพลักษณ์ทางกายในเชิงบวก และสำหรับพัฒนาการของความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง แต่อย่างไรก็ตามการเรียนรู้นี้ก็ยังต้องอาศัยผู้ใหญ่ที่อยู่แวดล้อมเพื่อให้เด็กได้เลียนแบบ

      รูดอล์ฟ สไตเนอร์ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ทั้งหมดในช่วงปฐมวัยมีฐานจากการเลียนแบบ เพราะถ้าปราศจากมนุษย์ต้นแบบแล้วไซร้ ความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของเด็กก็จะไม่ถูกกระตุ้น หลักการนี้ยังใช้ได้กับการพัฒนาการพูดด้วย  คือแทนที่จะสอนภาษาให้กับเด็กต่ำกว่าสามขวบ โดยการพยายามให้เด็กพูดและจำคำศัพท์นั้น เด็กสอนตัวเอง โดยการฟังอย่างพินิจพิเคราะห์และเริ่มออกเสียงเลียนแบบตามที่สังเกต และรับเข้าไปจากสิ่งแวดล้อม แต่เด็กๆก็ต้องการคนที่จะพูดด้วย และยังต้องการสัมผัสถึงความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยรักจากผู้ดูแลด้วย เพราะการเรียนรู้ทางภาษานั้น เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งต่อความปรารถนาของมนุษย์ที่จะสื่อสาร และต่อการพัฒนาด้านความรู้สึก

การศึกษาแบบสไตเนอร์ มองว่าพัฒนาการด้านการคิดนั้นเป็นผลจากพัฒนาการด้านการพูด เมื่อเด็กเริ่ม “คิด” ในวันแรก สไตเนอร์อธิบายการคิดนี้ว่า เป็นกระบวนการรวมการรับรู้ผ่านสัมผัสต่าง ๆ เข้ากับภาพประทับในใจ เด็กจะแสดงความคิดออกมาได้ ก็ต่อเมื่อได้พัฒนาการพูดแล้วในปีที่สอง จากนั้นในปีที่สาม เด็กจะมีความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดในการสร้างประโยค และกล่าวแสดงลำดับเหตุการณ์อย่างมีตรรกะเช่นเดียวกับการเรียนรู้รูปแบบ และทักษะในการเคลื่อนไหว สไตเนอร์ยังได้แนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาของการพูด และการคิดไว้ว่า เราควรหลีกเลี่ยงการให้คำสั่งสอนต่างๆ เพราะกระบวนการเหล่านี้เกิดจากความปรารถนาที่ติดตัวเด็กมาแต่เกิด ที่ต้องการจะเข้าใจโลก มันจึงเป็นหน้าที่ของนักการศึกษาปฐมวัย ในการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และโอบล้อมเด็กด้วยความรัก ความเอาใจใส่และความสงบสุข 

เด็กจากปีที่  4 ถึงปีที่ 7

      ในปีที่สาม  เมื่อเด็กเริ่มรับรู้ถึงตัวเองในฐานะ “ฉัน” (“ I ”) แล้ว นับเป็นการเริ่มต้นของการตระหนักรู้ถึงตนเอง เด็กจะตระหนักยิ่งขึ้นถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับผู้อื่น ดังนั้นจึงเปิดรับการนำทางจากผู้ใหญ่มากขึ้น เด็กยังสนใจที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่มมากขึ้นด้วย
      การศึกษาแบบสไตเนอร์ได้อธิบายจุดนี้ของการพัฒนาว่า เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากระยะแรกของเด็กปฐมวัยไปสู่ระยะที่สอง ซึ่งระยะที่สองนี้จะนำเด็กไปสู่ความก้าวหน้าขั้นต่อไปของการพัฒนาการเคลื่อนไหว การพูดและการคิด ก้าวที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ก็คือ เรื่องของภาษาที่มีการพัฒนาอย่างมากในการใช้คำศัพท์และมโนคติ (concept)

      สไตเนอร์ยังกล่าวไว้ถึงคุณภาพใหม่ ของความสามารถในการจำของเด็กอายุสามขวบ ซึ่งเป็นความจำที่มีชีวิตชีวาและแจ่มชัด แต่กระนั้นก็ยังต้องอาศัยชนวนบางอย่างเช่น วัตถุหรือเหตุการณ์เพื่อกระตุ้นความจำ เมื่อระบบประสาทสัมผัส และระบบจังหวะ พัฒนาไปสมบูรณ์ระดับหนึ่งแล้ว พลังชีวิตจะถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ และเริ่มทำงานในส่วนของความจำและความคิดฝัน(fantasy) ของเด็ก
      เหตุนี้จึงทำให้เกิดความก้าวหน้าในความสามารถในการเล่นของเด็ก และอธิบายถึงความก้าวหน้าทางพัฒนาการจากระดับการเล่นแบบสำรวจของเด็กเล็ก ไปสู่การเล่นบทบาทสมมติที่มีรูปแบบหลากหลาย ซึ่งต้องใช้จินตนาการ
      ความสามารถและแรงขับดันในการเล่นเป็นสิ่งที่เป็นสากลและติดตัวเด็กมาแต่เกิด การปฏิบัติตามแนวศึกษาปฐมวัยแบบสไตเนอร์ตลอดเวลากว่า 80 ปีนั้น ทำให้มีหลักฐานเพียงพอว่าการเล่นเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาของเด็ก และยังเป็นพลังที่จะบำบัดรักษาความไม่สมดุล และการกระทบกระเทือนทางพัฒนาการต่างๆได้ ในการเล่น ถ้าเราได้เปิดโอกาสให้เขาเล่นอย่างเต็มที่ เด็กๆ จะแสดงออกถึงความเป็นตัวตนส่วนลึกที่สุดของเขา

      สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นหน้าที่หลักในการศึกษาปฐมวัยแบบสไตเนอร์นั้นก็คือ  การทำทุกสิ่งเท่าที่ทำได้เพื่อจัดเตรียมสภาพแวดล้อม และบรรยากาศที่เหมาะสมกับการเล่น ซึ่งจะเชื้อเชิญให้เด็กเล่น “จากภายในสู่ภายนอก” การเล่นต้องถูกกระตุ้นจากภายในของเขาเอง และเด็กกำกับการเล่นด้วยตนเองจึงจะให้คุณประโยชน์อย่างแท้จริง ผู้ใหญ่ควรเข้าไปแทรกแซงให้น้อยที่สุดและควรเข้าไป เฉพาะหลังจากที่มีการสังเกตการณ์และพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วเท่านั้น

      ประมาณปีที่5-6 จะมีพัฒนาการใหม่เกิดขึ้น ความสามารถของเด็กในการวางแผน และการวางแนวคิดเพิ่มขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของการเล่น การเล่นได้รับอิทธิพลมากขึ้นจากความคิดที่มีการวางแผนไว้ก่อน และการเล่นจะมาจากสิ่งที่อยู่ในใจมากกว่าที่จะมาจากการกระทำที่เลื่อนไหลไป สิ่งนี้อาจทำให้เด็กขาดความสนใจที่จะลงมือเล่น และกลายเป็นการสื่อสารด้วยถ้อยคำระหว่างเด็กๆ แทนการขาดความสนใจในการกระทำ มักจะทำให้เด็กโตรู้สึกเบื่อ เพราะพวกเขาได้เสียความสามารถของเด็กเล็ก ที่สามารถเล่นได้อย่างไหลลื่นและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
      สไตเนอร์ชี้ให้เห็นว่า พลังเชาว์ปัญญาเริ่มเข้มแข็งขึ้นในช่วงเวลานี้ และการคิดเชิงวิเคราะห์จะแสดงให้เห็นเด่นชัด ปรากฏการณ์นี้จะสังเกตได้ในขวบปีที่6 กระนั้นก็ตามเด็กส่วนใหญ่จะฟื้นตัวจากภาวะเบื่อหน่ายนี้ และกลับไปเล่นได้อย่างประณีตยิ่งขึ้น การศึกษาอย่างเป็นทางการก็ไม่สามารถกีดกันภาวะนี้ได้

      ในช่วงเวลานี้ เด็กๆจะมีพัฒนาการเคลื่อนไหวทางกายที่งดงามและก้าวหน้ามากขึ้น พวกเขาแสดงออกถึงพลังผลักดันให้เคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉง และควรจะให้โอกาสพวกเขาให้มากเพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว แผนการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ จำเป็นต้องตระหนักถึงการพัฒนาการเคลื่อนไหวอย่างก้าวกระโดดของเขา นักการศึกษาต้องมีความอดทนและมีทัศนคติในเชิงบวก เพื่อช่วยให้การแสดงออก ของพลังเจตจำนงที่เข้มแข็งของเด็กหกขวบเป็นไปอย่างสมดุล
 
การเรียนรู้ในปฐมวัย

การศึกษาของเด็กปฐมวัยมีพื้นฐานอยู่บนคุณลักษณะสามประการของเด็ก ซึ่งจะช่วยในด้านพัฒนาการตลอดช่วงเจ็ดขวบปีแรก นั่นคือ เด็กเปรียบเสมือนอวัยวะรับสัมผัส เด็กเป็นผู้เปี่ยมด้วยพลังเจตจำนง และเด็กเป็นนักเลียนแบบ
ในแง่ที่เกี่ยวกับสัมผัสต่างๆ

      รูดอล์ฟ สไตเนอร์ได้เปรียบเทียบทัศนะของเด็กที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เหมือนกับกิจกรรมของอวัยวะรับสัมผัส เด็กจะเปิดรับและดูดซับทุกภาวะจากสิ่งแวดล้อม ดังเช่นดวงตาจะตกอยู่ภายใต้กระบวนการของการมองเห็นโดยปราศจากเงื่อนไข ดังนั้นเด็กจึงรับทุกสิ่งที่เสนอให้แก่เขาอย่างสนิทใจ สไตเนอร์ได้เปรียบเทียบทัศนะนี้ของเด็กว่าเหมือนกับการอุทิศตัวแก่ศาสนา แต่การอุทิศตัวให้แก่โลกนี้ของเด็กเป็นไปตามธรรมชาติ และเป็นเรื่องของธรรมชาติทางกายภาพ นักการศึกษาจึงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการอุทิศตัวของเด็กเล็ก และการเปิดรับต่อทุกประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาทางสัมผัสเหล่านี้ ไม่เฉพาะสิ่งที่เด็กได้เห็นและได้ยินเท่านั้นที่ต้องผ่านการคัดกรองอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นซึ่งมากไปหรือน้อยไป ยังต้องปกป้องสัมผัสการจับต้อง สัมผัสถึง ชีวิต สัมผัสถึงการเคลื่อนไหว และสัมผัสถึงสมดุล เพื่อให้สัมผัสเหล่านี้พัฒนาไปอย่างดีด้วย การรับรู้ผ่านสัมผัสทั้งหลายนี้มีผลต่อการพัฒนาในเรื่องของความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น ความรัก และความเคารพตัวเอง ดังนั้น พื้นฐานในช่วงเจ็ดปีแรกของเด็กจึงขึ้นอยู่กับความรู้สึกสะดวกสบาย กับการอยู่ในโลก และการพัฒนาความสนใจและความรักต่อโลกธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์

ในแง่ที่เกี่ยวกับพลังเจตจำนง

คุณสมบัติหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประการหนึ่งของเด็กเล็กก็คือพลังเจตจำนงที่เข็มแข็งของเขา ซึ่งถือเป็นพลังแรกในสามพลังแห่งดวงจิตคือความคิด ความรู้สึก และเจตจำนง ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเกิด ในตอนแรกความรู้สึกและความคิดของเด็ก จะซ่อนลึกอยู่ภายในการทำงานของร่างกายเสียมากกว่า แต่เจตจำนงจะแสดงออกมา โดยทันทีในความพยายามที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยที่จะเคลื่อนไหว และในแขนขาของเด็กที่จะเรียนรู้เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวและสามารถเดินได้ในที่สุด กิจกรรมของเจตจำนงจะกระตุ้นให้เด็กสำรวจสิ่งแวดล้อม แสดงออกให้เห็นผ่านความมุ่งมั่นของเด็กสามขวบที่ปรารถนาอย่างแรงกล้า ในการเรียนรู้และกระทำสิ่งต่างๆ เด็กๆคือ “นักกระทำ” พวกเขาแสดงตนออกมาผ่านการกระทำที่เปี่ยมด้วยเจตจำนง

      ถัดจากการดูแลพลังชีวิตและสัมผัสต่างๆของเด็กแล้ว การบ่มเพาะเจตจำนงของเด็กถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของการศึกษาปฐมวัย ในตอนแรกเด็กจะทำตามแรงกระตุ้นภายในของตัวเอง และมักจะต้านทานการแทรกแซงจากภายนอก  แต่เด็กระหว่างช่วงสามถึงเจ็ดปี จะพัฒนาขึ้นหากได้รับการชี้นำอย่างอ่อนโยนจากผู้ใหญ่ผู้นำทาง ซึ่งอาจเป็นผู้ปกครองหรือครู การชี้นำจะใช้หลักพื้นฐานสามประการซึ่งทราบกันในการศีกษาแบบสไตเนอร์ คือ หลัก 3 R คือ จังหวะ (Rhythm) การทำซ้ำ (Repetition) และแบบแผนประจำ (Routine) การนำหลักสามข้อนี้มาใช้ในการศึกษาจะนำไปสู่การสร้างนิสัยที่ถูกต้องเหมาะสมแก่เด็ก และยังสร้างกรอบสำหรับการเรียนรู้ที่เด็กจะรู้สึกปลอดภัยและความ สามารถในการตัดสินใจด้วยตนเองของเด็กจะค่อย ๆ พัฒนาขึ้น

ในแง่ที่เกี่ยวกับการเลียนแบบ

ในการศึกษาแบบสไตเนอร์ถือว่า การเลียนแบบเป็นคุณสมบัติที่ติดตัวเด็กมาแต่เกิด การวิจัยด้านพัฒนาการในปัจจุบันแสดงให้เห็นแล้วว่า เด็กมีความสามารถในการเลียนแบบตั้งแต่วันแรก ดังที่สไตเนอร์กล่าวว่า เป็นคุณสมบัติที่เด็กนำติดตัวมาสู่โลกนี้ เด็กเล็กเลียนแบบภายใต้สภาวะสำนึกแบบฝัน (dream consciousness) ซึ่งจะทำให้เด็กเป็นอันหนึ่งอันเดียวหรือเชื่อมกับมนุษย์ผู้อื่นในระดับที่ลึกซึ้งมาก การกระทำผ่านการเลียนแบบจะทิ้งรอยประทับไว้ที่ร่างกายและดวงจิตของเด็ก

      การเลียนแบบมีอยู่สองแง่มุม ได้แก่ การรับเข้าไปจากภายนอก และการนำสิ่งที่เป็นประสบการณ์ภายในออกมา ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการับรู้ผ่านสัมผัสและกิจกรรมของเจตจำนง ในการกระทำผ่านการเลียนแบบ เด็กจะแปรเปลี่ยนความประทับใจจากสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมภายใน ยิ่งเด็กอายุน้อยเท่าไหร่ เด็กก็จะยิ่งปล่อยตัวไปตามกระบวนการนี้อย่างเต็มที่โดยไม่รู้ตัว เด็กที่โตกว่าจะเพิ่มเติมวิธีในการสร้างความหมาย ของประสบการณ์ของตนเองได้มากขึ้น จะตระหนักรู้ถึงความเป็นปัจเจกของเด็กได้จากวิถีเฉพาะของเขาในการเลียนแบบ
      การเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบนั้นเป็นพื้นฐาน ของการจัดการการเรียนรู้ในแนวการศึกษาปฐมวัยแบบสไตเนอร์ และการนำมาใช้ในเรื่องของการศึกษานั้นห่างไกล จากสิ่งที่อาจเรียกว่าหลักสูตรปฐมวัยแบบสไตเนอร์ ทว่ามันเป็นเรื่องของการที่ผู้ใหญ่ต้องกระทำตน ให้เป็นแบบอย่างสำหรับการกระทำของเด็ก ฉะนั้นหลักสูตรการเรียนปฐมวัยแบบสไตเนอร์ จึงจะเป็นหลักสูตรสำหรับกิจกรรมของผู้ใหญ่พอๆ กับที่เป็นการวางแผนประสบการณ์สำหรับเด็ก ดังนั้น งานของผู้ใหญ่และการเล่นของเด็กจึงเชื่อมกันอย่างแท้จริง

การเปลี่ยนผ่านไปสู่วัยประถม

      ในการศึกษาแบบสไตเนอร์ การเข้าสู่ชั้นประถมซึ่งเป็นการเรียนรู้อย่างเป็นทางการนั้น ขึ้นอยู่กับการประเมินผลเด็กรายบุคคล ในทุกแง่มุมของพัฒนาการและการเรียนรู้ในปฐมวัย
      การตัดสินใจในเรื่องความพร้อมของเด็กในการขึ้นไปสู่ชั้นประถม เป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ของทั้งครูอนุบาลและครูประถม ซึ่งจะเป็นผู้ชี้นำเด็กตลอดช่วงถัดไปของการเรียนรู้และพัฒนาการ
      การพิจารณาความพร้อมมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน
      การตัดสินใจเกี่ยวกับความพร้อมมักจะพิจารณาจากเงื่อนไขต่างๆ และกระบวนการตัดสินใจอาจแตกต่างไปตามนโยบายของแต่ละโรงเรียน
ความเหมาะสมของวิธีการประเมินผลที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

หลักเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดและเงื่อนไขทั่วไปมีดังนี้

  • เด็กพร้อมขึ้นชั้นประถมตามเกณฑ์อายุ นั่นคือ เด็กต้องอายุครบ 6ขวบ และ เป็นปีที่ 7 ของชีวิต
  • เด็กมีวุฒิภาวะและความสามารถทางกายเพียงพอ
  • เด็กแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของชีวิตภายใน ทางด้านการคิด (ความจำและจินตนาการ) ทางด้านความรู้สึก (เด็กยอมรับครูในฐานะผู้ทรงสิทธิและผู้นำทาง) และด้านการควบคุมพลังเจตจำนง (เด็กรู้จักควบคุมแรงกระตุ้นของตนเองได้อย่างเหมาะสม และแสดงออกถึงความปราถนาที่จะเรียนรู้)
  • เด็กมีการรับรู้ผ่านสัมผัสต่างๆ อย่างเฉียบพลันและมีความสามารถในการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นมาก
  • เด็กแสดงออกถึงวุฒิภาวะทางอารมณ์สังคม เช่น ความเชื่อมั่น การไม่ต้องพึ่งพาใคร ความเคารพตัวเอง และ ทักษะพื้นฐานทางสังคมต่างๆ  

อ้างอิง:
The Developing Child: The First Seven Years
พิมพ์โดย the Waldorf Early Childhood Association of North America 2005

Rawson, M. and Rose, M.: Ready to Learn. From birth to school readiness
Hawthorn Press, UK

Jaffke, F.: Work and Play in Early Childhood
Hawthorn Press, UK 
Oldfield, L.: Free to Learn
Hawthorn Press, UK 
Jenkinson, S.: The Genius of Play. Celebrating the spirit of childhood
Hawthorn Press, UK

Link Waldorf School in Thailand

WORLD LIST Waldorf School

• Open Monday to Friday 9.00 am to 4.00 pm
Playgroup : every Saturday 9.00 – 12.00 am
(parents together with children participate activity)
• เปิดทุกสัปดาห์จันทร์ - ศุกร์ เวลา 9.00 - 16.00น.
เพลย์กรุ๊ปจัดทุกวันเสาร์เวลา 9.00 - 12.00 น.
(เด็กมาร่วมกิจกรรมพร้อมผู้ปกครอง)

jao@fahkwang.com
aerawimas@gmail.com

Join our community on
แกลอรี่  Join our community on Facebook Preschool Chiang MaiGallery
 

ตั้งอยู่ที่ 57/3 ซ.B2 หมู่บ้านนาทองวิลล์ ต.ท่าศาลา
ถ. ซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง อ.เมือง จ.เชียงใหม่

© 2009 Fahkwang Waldorf Preschool and Playgroup •Web Design by Gomew

ฟ้ากว้าง Home