
ขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง
๑. จัดจังหวะประจำวันให้ลูก ผู้ปกครองควรจัดเวลาเข้านอน ตื่นนอน ทานอาหาร ทำกิจกรรมในแต่ละวันให้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เด็กที่เติบโตมาโดยมีจังหวะการดำเนินชีวิตแต่ละวันสม่ำเสมอ และชัดเจน นอกจากจะช่วยให้เด็กๆ มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ทำให้เด็กไม่สับสน และรู้สึกมั่นคงภายใน เพราะเขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อไหร่ ยังช่วยปลูกฝังความมีวินัยในตัวเองเมื่อเขาโตขึ้น ทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่จัดการกับชีวิตของตัวเองได้ ไม่วุ่นวาย และรับมือกับปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี
๒. มอบหมายงานประจำที่บ้านให้รับผิดชอบ ๑ อย่าง อาจเป็นงานบ้านง่ายๆ ที่เด็กทำเองได้ เช่น เช็ดโต๊ะ กวาดบ้าน ล้างแก้ว หั่นผัก
๓. ควรอ่านหรือเล่านิทานให้ลูกฟังเป็นประจำ การอ่านหรือเล่านิทานนอกจากจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อ แม่ ลูก ช่วยในเรื่องของทักษะทางภาษา และมีส่วนส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านแล้ว เราไม่ควรลืมว่า นิทานเป็นเสมือนอาหารของจิตวิญญาณ นิทานพื้นบ้าน หรือเทพนิยาย ไม่ได้แต่งขึ้นมาเพียงเพื่อความบันเทิง สนุกสนาน หรือเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน ตรงกันข้าม นิทานเหล่านั้นเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตมนุษย์ และความเป็นจริงของโลก ผ่านเรื่องราวที่เป็นสัญลักษณ์ เรื่องราวที่เป็นภาพ ซึ่งภาพและสัญลักษณ์เหล่านี้สามารถสื่อสารได้โดยตรงกับจิตวิญญาณของเด็กๆ
๔. หาโอกาสพาลูกไปสัมผัสธรรมชาติ และพยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่เสียงดัง ผู้คนพลุกพล่านวุ่นวาย เช่น ห้างสรรพสินค้า
๕. พยายามหลีกเลี่ยง ลด หรือเลิก ให้ลูกดูโทรทัศน์ และ/หรือใช้สื่ออิเลกโทรนิคส์ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ เกมส์กด โทรศัพท์มือถือ โดยพยายามจัดกิจกรรมอื่นที่จะช่วยเสริมสร้างพลังและศักยภาพให้ลูกแทน เช่น พาลูกไปเดินเล่น ช่วยงานบ้าน ทำงานฝีมือง่ายๆ ที่เด็กชอบ หรือจัดมุมของเล่นตามธรรมชาติให้ลูกเล่น ก็จะช่วยให้ลูกใช้เวลาอย่างมีคุณค่า โดยไม่ต้องดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกมส์
|
หลักสูตรประถมศึกษาปีที่ ๑
ในทางการศึกษาวอลดอร์ฟนั้น
ในทางการศึกษาวอลดอร์ฟนั้น การเรียนอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นเมื่อเด็กย่างเข้าสู่ขวบปีที่เจ็ดของชีวิต ในช่วงปฐมวัย ภาระกิจที่สำคัญของเด็กๆ จะมุ่งไปที่พัฒนาการด้านร่างกายเป็นสำคัญ เด็กๆ จำเป็นต้องรู้จักร่างกายของตนและสามารถควบคุมร่างกายได้เป็นอย่างดี การพัฒนาทางกายที่พร้อมอย่างเป็นธรรมชาติซึ่งจะทำให้เด็กเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับร่างกายตนเอง จะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการเมื่อเด็กโตขึ้น ในวัยอนุบาลเด็กๆจะรู้สึกว่าตัวเขากับสิ่งรอบตัว และโลกนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ของเด็กวัยนี้จะเป็นไปอย่างเป็นองค์รวม เป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของเขา ทักษะเรื่องภาษา การพูด การเข้าสังคม ความเข้าใจเกี่ยวกับจำนวนตัวเลขนั้นเด็กๆ จะได้รับผ่านการเล่นอิสระกับเพื่อนๆ ผ่านการร้องเพลง การทำกิจกรรมวงกลม การฟังนิทานจากครู และการใช้ชีวิตประจำวันในแต่ละวัน ไม่ใช่จากการเรียนการสอนแบบท่องให้จำ
เมื่อเด็กอายุราวเจ็ดขวบ เป็นช่วงเวลาที่ภาระกิจการสร้างร่างกายเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ในวัยนี้เองพลังชีวิตของเด็กจะมุ่งไปที่การพัฒนากระบวนการคิดที่เป็นภาพ จึงเป็นวัยที่เหมาะกับการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ เด็กเจ็ดขวบเข้าใจแล้วว่าโลกรอบตัว ไม่ใช่ตัวเขาและพร้อมที่จะก้าวออกไปรู้จักโลกภายนอก อย่างไรก็ตามสภาวะสำนึกของเด็กก็ยังคงคล้ายกับอยู่ในห้วงฝัน เด็กๆ ยังคิดเป็นภาพเหมือนตอนอนุบาลอยู่ การเรียนการสอนที่มุ่งเน้นไปที่การใช้สมาธิจดจ่อเรื่องหนึ่งเรื่องใดจึงยังไม่เหมาะกับเด็กวัยนี้ แต่ควรจะเป็นการสอนที่กระตุ้นให้เด็กเกิดความตระหนักรู้อย่างกว้างๆ โดยผ่านการทำกิจกรรมเคลื่อนไหว และกิจกรรมการเลียนแบบ เพราะกิจกรรมแบบนี้ช่วยให้เด็กได้รับความรู้มาเป็นภาพ เด็กจะรับภาพนั้นมาและเก็บเอาไว้ในใจ เพื่อที่เขาจะสามารถทำงานกับภาพที่เป็นความรู้นั้นได้ต่อไป
เด็กประถมหนึ่งจะได้เรียนรู้เรื่องของรูปร่าง เสียง ตัวอักษร และตัวเลข โดยผ่านภาพวาด บทกวี เพลง และนิทาน เด็กๆ จะต้องจดจำเรื่องราวใหม่ๆ เหล่านี้ ผ่านการทำกิจกรรมเคลื่อนไหว การท่องบทกวี การวดรูปและการระบายสี
นอกจากความรู้ที่เป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นแล้ว การอยู่ร่วมกันในห้องเรียนอย่างเป็นสุข วินัยในห้องเรียน สำนึกที่ดีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเคารพผู้อื่น ความกระตือรือล้นและสนใจโลก ก็เป็นสิ่งสำคัญที่นักเรียนจะได้รับการปลูกฝังผ่านการเรียนการสอนวิชาต่างๆ ตั้งแต่ปีแรกของการเรียน
แต่ละวิชาที่บรรจุในหลักสูตรวอลดอร์ฟ เป็นสิ่งที่เหมาะกับพัฒนาการของเด็กในวัยนั้นๆ ในแต่ละวิชาเองก็จะเริ่มจากการปลูกฝังเรื่องง่ายๆ เพื่อเป็นพื้นฐาน แล้วจากพื้นฐานเดิมก็ค่อยๆ เพิ่มความซับซ้อนให้มากขึ้น เมื่อเด็กโตขึ้น นอกจากนี้ แต่ละวิชายังคงส่งเสริมซึ่งกันและกันอีกด้วย เช่นการถักไหมพรมในประถมต้น มีผลดีต่อการพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ในประถมปลาย หรือการเรียนเรื่องไวยกรณ์ในช่วงมัธยม ก็ส่งผลต่อความสามารถในการตัดสินชีวิตในวัยผู้ใหญ่
อย่างไรก็ตาม ครูมีหน้าที่จัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก หลักสูตรเป็นเพียงโครงร่าง ครูมีหน้าที่ที่จะต้องใส่รายละเอียด ให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคนในชั้น ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ และจิตวิญญาณ
หลักสูตรการศึกษาวอลดอร์ฟ
การศึกษาวอลดอร์ฟเกิดขึ้นเมื่อปีค.ศ. ๑๙๑๙ จากแนวคิดมนุษยปรัชญา โดยรูดอร์ฟ สไตเนอร์นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาชาวออสเตรีย ในมุมมองของการศึกษาวอลดอร์ฟนั้น หน้าที่ของการศึกษา มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ
- เพื่อบ่มเพาะการพัฒนาที่สมบูรณ์รอบด้านให้เกิดขึ้นในเด็กแต่ละคน
- ทำให้เด็กๆ รู้ถึงศักยภาพและความสามารถของตนเอง
- ช่วยเด็กๆ ในการพัฒนาทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม
การพัฒนาที่สมบูรณ์รอบด้านนั้น หมายถึงการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา ที่เป็นไปอย่างสมวัยตามธรรมชาติ และยังรวมถึงความสมดุลย์เกิดขึ้นในตัวเอง นั่นคือเด็กๆ รู้จักตนเองเป็นอย่างดี และยังสามารถใช้ชีวิตร่วมอยู่ในสังคมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
การศึกษาวอลดอร์ฟจึงเป็นการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับทุกแง่มุมของชีวิต เป็นการศึกษาที่เตรียมพร้อมให้เด็กได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตามศักยภาพของตนเอง เป็นการศึกษาที่มุ่งพัฒนาความเป็นมนุษย์ แนวทางที่ใช้ในการศึกษาวอลดอร์ฟจึงเป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย ทั้งพัฒนาการทางกาย ความรู้สึก และจิตสำนึก กิจกรรมที่จัดให้เด็กทำและวิชาที่สอนจะสอดคล้องสัมพันธ์กับพัฒนาการดังกล่าว ทั้งในแง่ที่ช่วยเติมเต็มและส่งเสริมพัฒนาการ และในแง่ที่ช่วยปรับสมดุลย์พัฒนาการในช่วงนั้นๆ
ในมุมมองของการศึกษาวอลดอร์ฟนั้น มนุษย์เราประกอบด้วย กาย จิต และจิตวิญญาณ การศึกษาก็ต้องให้กับทั้งกาย จิต และจิตวิญญาณ จึงจะสมดุลย์รอบด้าน เด็กๆ จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านประสบการณ์ตรงที่พวกเขาทำเอง จนพวกเขารู้สึกได้ถึงสิ่งเหล่านั้น และในที่สุดประสบการณ์ต่างๆ ก็จะสั่งสมเป็นความเข้าใจและความรู้
การศึกษาวอลดอร์ฟไม่ได้สนใจเพียงแค่ว่า วิชาอะไรเหมาะสมกับเด็กวัยไหน หากแต่ยังให้ความสำคัญกับวิธีการสอนด้วย ว่าเด็กๆ ได้ความรู้เหล่านั้นมาได้อย่างไร ทำอย่างไรที่จะให้ความรู้นั้นเป็นสิ่งที่ตรึงตราอยู่กับตัวเขาไปตลอด มิใช่เพียงข้อมูลที่พวกเขาถูกบังคับให้ท่องจำ วิชาต่างๆ ที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ล้วนแต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลก และมนุษย์ ซึ่งก็คือตัวเด็กๆ เอง การศึกษาจึงควรจะทำให้เด็กได้เข้าใจทั้งตัวเอง และโลกรอบตัวเขาอย่างแท้จริง |