logo
Opened up Preschool age of 2-6 years old : Open to accept the children for home school learning : Grade school will open on the year 2011 Register Now.
รับสมัครเด็กก่อนวัยเรียนอายุ 2-6 ขวบ : เปิดรับเด็กเรียนร่วมโฮมสคูล : และชั้น ป.1 เปิดปี 2554 สมัครได้ตั้งวันนี้
Fee and Application Fahkwang Waldorf School Chiang Mai home
fahkwang chiang mai school

- ภาพพัฒนาการของเด็กในการศึกษาปฐมวัยแบบสไตเนอร์

- ปาฐกถาที่ 7 ของรูดอล์ฟ สไตเนอร์

- การศึกษาเพื่อการคิดเชิงสร้างสรรค์ ในวิธีการแบบวอลดอร์ฟ

- ธรรมชาติของเด็กเล็กและการจัดกิจกรรมในชั้นเด็กเล็ก

- ใช้แนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ: สู่อิสระภาพในอ้อมกอดแห่งรัก

- เด็กไทยสายพันธุ์วอลดอร์ฟ

- คำถามเกี่ยวกับ วอลดอร์ฟ

- บทบาทของครูผู้ทำงานกับเด็ก

- วอลดอร์ฟ คืออะไร

- การเยียวยาเด็กที่สมาธิสั้น มีความยากลำบากในการควบคุมอารมณ์และการเรียนรู้

- ผลกระทบของการดูโทรทัศน์ต่อพัฒนาการเด็ก

- สะพานสายรุ้ง

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

การเยียวยาเด็กที่สมาธิสั้น มีความยากลำบากในการควบคุมอารมณ์ และการเรียนรู้
โดย ซูซาน อาร์ จอห์นสัน ( Susan R. Johnson, M.D.)

    สิ่งที่ทำกันแพร่หลายอย่างหนึ่งในสังคมของเรา นั่นก็คือ การติดป้ายตีตราให้กับเด็กๆมากขึ้นและมากขึ้น อาทิเช่นสมาธิสั้น(Attention Deficit Disorder–ADD) สมาธิสั้นและอยู่นิ่งไม่ได้(Attention Deficit Hyperactivity Disorder-ADHD) มีความผิดปกติเกี่ยวกับการรับรู้และแสดงออกทางด้านภาษา  ขาดความสามารถในการเรียนรู้ซึ่งรวมไปถึงมีความผิดปกติในการประมวลภาพและ เสียง และมีความผิดปกติจัดอยู่ในกลุ่มออทิสติค(autistic spectrum disorders) เช่นพัฒนาการช้า(Pervasive Developmental Delay) กลุ่มอาการ แอสเพอเกอร์(Asperger’s Syndrome) และออทิสซึม นี่เป็นการยกตัวอย่างเพียงไม่กี่ชื่อเท่านั้น เกิดอะไรขึ้นกับเด็กๆของเรา? ป้ายตีตราเหล่านี้หมายถึงอะไรกันแน่?

    สมัยที่ฉันยังเด็ก น้องชายของฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติคโดยศูนย์ของมหาวิทยาลัยสำคัญ แห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย เมื่ออายุ 2 ½ ขวบ เขามีความล่าช้าทางด้านพัฒนาการของกล้ามเนื้อย่อยและใหญ่ ไม่ค่อยสบตา ร้องไห้มากเมื่อคับข้องใจ และไม่พูด แต่ท้ายที่สุดเมื่อเริ่มพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ เขาก็คลายความคับข้องใจลง เข้าสังคมได้ดีขึ้น และไม่เหมาะกับนิยามของออทิสซึมอีกต่อไป ดังนั้นคำวินิจฉัยสำหรับเขาถูกเปลี่ยนเป็นมีความผิดปกติทางด้านการพูดและ ภาษา เนื่องจากพูดเข้าใจได้ยากมาก และยังคงมีความคับข้องใจเมื่อพยายามที่จะสื่อสาร มีปัญหาในการแสดงความคิดของตนเองและทำให้ผู้อื่นเข้าใจสิ่งที่พูด ทั้งเนื่องจากเขาเกรี้ยวกราดมากในช่วงปีแรกๆของชีวิต และดูเหมือนว่าต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จึงถูกติดป้ายเพิ่มว่าสมองทำงานผิดปกติ(Minimal Brain Dysfunction-เป็นคำที่ใช้สำหรับAttention Deficit Disorder ในช่วงปี 1960) และต้องกินยารักษาอีกด้วย

    เมื่อเริ่มเข้าโรงเรียน น้องชายของฉันก็มีปัญหาในการอ่านและเขียน เขามีสมองดีสามารถจดจำทุกเรื่องที่พูดให้ฟังได้เกือบทั้งหมด แต่เขาไม่สามารถเขียนความคิดของเขาลงบนกระดาษได้  ทั้งการสะกดคำและการคัดลายมือเป็นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับเขา  ดังนั้นการเขียนรายงานจึงเป็นเรื่องยากไปด้วย  ครูประจำชั้นทุกคนจึงติดป้ายว่าเขาเกียจคร้าน จนกระทั่งเมื่อศึกษาต่อในระดับวิทยาลัย อาจารย์จึงตระหนักว่าเขามีพรสวรรค์ขนาดไหน และมันยากลำบากเพียงใดสำหรับเขาในการที่จะเขียนสื่อความคิดออกมา เขาถูกประเมินอีกครั้งโดยศูนย์ของมหาวิทยาลัยเดิมนั่นแหละ คราวนี้ติดป้ายให้เขาว่าขาดความสามารถในการเรียนรู้สิ่งที่เป็นลายลักษณ์ อักษร(non-verbal learning disability)

    ป้ายชื่อทั้งหลายเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความนับถือตนเองของน้องชายของฉัน ฉันเชื่อว่าเขามองตนเองเป็นพวกไม่ปกติหรือไม่เก่งพอ  เมื่ออายุมากขึ้นก็ขาดความมั่นใจที่จะทำตามความฝัน ไม่กล้าที่จะเสี่ยงกับความล้มเหลว เพราะรู้สึกว่าตนเองนั้นล้มเหลวมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว จากประสบการณ์ของเขา ฉันจึงไม่มีวันเชื่อในป้ายทำนองนี้  ป้ายชื่อพวกนี้เหมือนกับการจับเด็กๆใส่ไว้ในกล่องซึ่งปีนหนียากมาก แต่มันก็ไร้ความหมายสำหรับฉัน เพราะเด็กอย่างน้องชายของฉันสามารถย้ายจากกล่องหนึ่งไปอีกกล่องหนึ่งได้ โดยที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายก็ตกลงกันไม่ได้ว่าจะจับเขาไว้ในกล่องไหนดี

    ระหว่างการฝึกหัดกุมารเวชศาสตร์ด้านพฤติกรรมและพัฒนาการ ฉันได้เรียนรู้ว่า 70% ของเด็กที่ถูกติดป้ายว่าสมาธิสั้นจะขาดความสามารถในการเรียนรู้ผ่านการฟัง และการมองเห็นร่วมด้วย แต่ก็ไม่มีใครอธิบายได้ว่าทำไม การบำบัดส่วนใหญ่ที่ทำกับเด็กเหล่านี้ ฉันเรียกมันว่า “ การนั่งบำบัด (sit down therapies)”

การบำบัดที่มีการเคลื่อนไหว เช่นกิจกรรมบำบัด ก็ถูกมองว่าเป็นแค่วิธีการในการพาเด็กจากประตูห้องเรียนไปยังเก้าอี้ของเขา  ฉันถูกสอนว่า เมื่อเด็กถูกพาไปนั่งที่แล้ว จึงจะสามารถให้การศึกษาแก่สมองผ่านการบำบัดด้วยคำพูด ฝึกการออกเสียงภาษาขั้นพื้นฐาน(practicing phonics) หรือการเจาะลึกสู่แนวคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์  เด็กกลุ่มนี้มักถูกจัดให้อยู่ในชั้นเรียนสำหรับการศึกษาพิเศษ โดยไม่คำนึงถึงความสามารถทางสติปัญญาของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ฉันไม่เคยเห็นเด็กเหล่านี้ไปพ้นจากชั้นเรียนลักษณะนี้ ฉันเฝ้ามองดูการที่พวกเขาล้าหลังกว่าเพื่อนในวัยเดียวกันและค่อยๆสูญเสีย ความนับถือตนเองลง

    การเกิดของลูกชายสอนฉันอย่างแท้จริง ให้หันมามองอย่างใกล้ชิดว่าอะไรเล่าที่อยู่ใต้ป้ายชื่อเหล่านี้  ประการแรกที่สุด ลูกชายของฉันไม่เคยเคลื่อนไหวแบบคืบเลย และคอแข็ง(หมุนคอไม่ได้?)มาโดยตลอดหลังจากคลอดผ่านการผ่าหน้าท้อง พ่อแม่อื่นๆพากันย้ำเตือนให้ฉันพาเขาไปพบหมอกระดูกที่เก่งๆ เพื่อทำการบำบัดกะโหลกศีรษะแบบชีวพลวัต (Biodynamic Cranial Therapy)  ประการต่อมาก็คือครูอนุบาลแนววอลดอร์ฟของเขา เธอเป็นคนแรกที่สอนฉันให้เห็นถึงความสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริม พัฒนาการและเยียวยาเส้นทางเดินประสาท ลูกชายมีครูอนุบาลผู้มีความสามารถ ซึ่งทำงานกับเขาหลังเลิกเรียนวันละ 2 ชั่วโมง 2 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลาทั้งหมด 11/2 ปี โดยทำการเคลื่อนไหวมากมายที่มีลักษณะเป็นจังหวะ กลมกลืน และไม่ต้องแข่งขัน การได้อยู่กับเธอก่อให้เกิดความรู้สึกสงบ เธอมีสติอยู่กับปัจจุบัน  เมื่อเธอหั่นแอปเปิลให้เด็กๆเพื่อทำแอปเปิลซอส ความคิดในจิต ความรู้สึกในใจ และการเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการหั่นแอปเปิล  การพูดและการเคลื่อนไหวของเธอ ทั้งกาย ใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ลูกชายของฉันเริ่มจากกำมือจับสีเทียนและขีดเขียนตอนอายุ 4  1/2 ขวบ จนกระทั่งทำนิตติ้งและถักทอด้วยนิ้วมือในช่วง 11/2 ปีถัดมา เขาเริ่มตั้งแต่ไม่สามารถรับได้แม้กระทั่งลูกบอลขนาดใหญ่ จนกระทั่งสามารถโยนลูกเทนนิสสลับไปมาข้ามห้องกับครูคนนี้  ทั้งความสมดุล การได้ยิน และการพูดของเขาพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถเข้าสังคมได้ เล่นและสัมพันธ์กับเพื่อนๆอย่างมีจินตนาการ และอาการไวเกินต่อการสัมผัสก็ดูเหมือนจะหายไป

    ฉันต้องการรู้ว่าครูอนุบาลวอลดอร์ฟของลูกรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างการเคลื่อนไหวกับการพัฒนาของสมอง ฉันผ่านมาแล้วกับการเรียน 4 ปีในโรงเรียนแพทย์ 3 ปีในการเป็นแพทย์ฝึกหัดทางด้านกุมารเวช  และ 3 ปีในการเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัย ฝึกฝนทางกุมารเวชศาสตร์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม เรียนรู้ถึงการแยกแยะเส้นทางต่างๆในการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นผ่านการฟัง การมองเห็น หรือการรับรู้ถึงการเคลื่อนไหว ตำแหน่งร่างกาย และความตึงตัวของกล้ามเนื้อ แต่ฉันไม่ได้เรียนเรื่องการสัมผัสรู้อย่างบูรณาการ(sensory integration)เลย ขณะที่ลูกชายมีพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป ฉันเองก็สำเร็จการอบรม 3 ปีสำหรับครูการศึกษาวอลดอร์ฟ จากนั้นก็ใช้เวลาอีกหนึ่งปีศึกษาเรื่องการรับรู้อย่างบูรณาการกับ Ingun Schneider ซึ่งเป็นนักกายภาพบำบัดและผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ที่วิทยาลัยรูดอล์ฟ สไตเนอร์ ฉันเข้าร่วมสัมนาเชิงปฏิบัติการมากมายที่จัดโดยนักประสาทจิตวิทยา เช่น Judith Bluestone แห่งสถาบัน HANDLE และ Carla Hannaford ซึ่งทำงานพัฒนาสมองโดยวิธี Brain Gym สิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้ก็คือ การเคลื่อนไหวก่อให้เกิดเส้นทางเดินประสาทในเด็ก ซึ่งต่อมาจะใช้สำหรับการอ่าน การเขียน การสะกดคำ คณิตศาสตร์ การมุ่งความสนใจ และการคิดอย่างสร้างสรรค์

    พัฒนาการของระบบช่องหูชั้นใน ซึ่งครอบคลุมถึงความสมดุลและความตึงตัวของกล้ามเนื้อ นั้นมีความสัมพันธ์กับกระบวนการฟัง ซึ่งรวมเอาความสามารถในการเข้าใจและทำตามคำสั่งด้วยวาจาไว้ด้วย ถ้าเด็กที่มีการได้ยินปกติ แต่ยังมีปัญหาในกระบวนการฟัง และการทำตามคำสั่งด้วยวาจา การเสริมสร้างความสมดุลจะช่วยพวกเขาได้ ถ้าเด็กมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อต่ำและมีแนวโน้มที่จะน้ำลายไหลเวลาพูดและ ออกเสียง ส หรือ ซ เป็น ด หรือ ต การฝึกให้เคลื่อนไหวโดยเฉพาะเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอย่างสมดุล จะช่วยเสริมความตึงตัวของกล้ามเนื้อโดยรวมและช่วยให้ออกเสียงพยัญชนะได้ชัด ขึ้น

    นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถของเด็กในการรับรู้ตำแหน่งของ กายกับความสามารถในการนั่งนิ่งและความสามารถในการมุ่งความสนใจมีสมาธิ เด็กจะมุ่งความสนใจสู่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ยากถ้าระบบการรับรู้ตำแหน่งกายไม่ สมบูรณ์เต็มที่ ในช่วงเจ็ดปีแรกของชีวิต ในใจเด็กต้องมีการสร้างแผนที่ของตำแหน่งของตัวรับแรงกดต่างๆภายในกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อทั่วร่างกาย  คุณอาจคิดว่ามีกฎสากลที่ว่าใจต้องรู้ว่ากายอยู่ที่ไหนตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่หากใจเด็กไม่สามารถรู้ตำแหน่งของส่วนต่างๆของกายเมื่อตอนที่เขานั่งนิ่ง ขณะที่มองไปที่กระดานดำและมุ่งความสนใจไปที่ครู เขาก็ต้องเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อหรือนั่งทับเท้าเพื่อให้ใจรู้สึกเชื่อมโยงกับ กาย โชคร้ายที่เด็กที่โยกตัวไปมาบนเก้าอี้ขณะจ้องมองครูมักถูกมองว่าไม่ตั้งใจ และบางทีก็ถูกขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น

    นอกจากนี้ เด็กที่ยังไม่สัมผัสรู้ถึงตำแหน่งแห่งที่ของร่างกายตนเอง(การสัมผัสรู้ถึง เทศะ-sense of spatial awareness) และยังรู้สึกไม่ได้ว่ากายของตนอยู่ตรงไหน ก็จะขาดการสัมผัสรู้ภายในเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน เมื่อเขากำลังมองดูรูปนามธรรมต่างๆ เช่นตัวอักษรหรือตัวเลข  ตาของเด็กจะมองตามการเคลื่อนไหวของเส้นตรงและเส้นโค้งต่างๆของตัวอักษรและ ตัวเลข  แต่รูปแบบเหล่านั้นกลับไม่ประทับตรึงในใจของเขา เด็กจะลืมรูปร่างตัวอักษรหรือตัวเลขและไม่จำว่าเลข 2 หรือ 3 ตัวอักษร b หรือ d หันไปทางไหน ดังนั้นนอกจากถูกตีตราว่าเป็น ADD แล้ว เด็กที่ปัญหาเกี่ยวกับการสัมผัสรู้ถึงกายของตน มักจะถูกติดป้ายแถมอีกว่ามีปัญหาการเรียนรู้และไม่สามารถจดจำผ่านการมองเห็น

    ท้ายที่สุด ถ้าสัมผัสรู้ผ่านการจับต้อง(sense of touch) ของเด็กไม่พัฒนาเต็มที่ ซึ่งเกิดขึ้นได้หลังการคลอดผ่านช่องคลอดอย่างรวดเร็ว การเกิดโดยการผ่าช่องท้อง หรือการใช้เครื่องมือดูดออก เด็กจะมีสัมผัสรู้ไวเกิน(Hypersensitive)หรือบางครั้งก็สัมผัสรู้บกพร่อง(Hyposensitive) คือไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นโดยการแตะสัมผัสจับต้อง เด็กกลุ่มนี้ต้องการให้เอาป้ายต่างๆที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าของพวกเขาออกไป หรือต้องการใส่ถุงเท้ากลับเอาด้านนอกไว้ข้างในเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรู้สึก ถึงรอยตะเข็บ เด็กประเภทนี้มักไม่ชอบสวมกางเกงขายาว เสื้อแขนยาว หรือเสื้อกันหนาว เพราะเขารู้สึกถึงรอยย่นของผ้าที่สัมผัสผิวหนังเวลาเคลื่อนไหวแขนขา หนังศีรษะของเขาจะรับสัมผัสได้ไวมาก จึงไม่ชอบถูกแปรงหรือหวีผม และไม่ชอบถูกตัดเล็บ เด็กกลุ่มนี้มักจะแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนและดูขี้อาย เพราะกลัวที่โดนเพื่อนมาถูกตัวโดยไม่ตั้งใจ บางครั้งการแตะสัมผัสธรรมดาก็อาจทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกตีหรือตบ  บางครั้งเด็กเหล่านี้ก็ดูเหมือนก้าวร้าว ตีเด็กคนอื่น โดยพวกเขามองว่าเป็นการป้องกันตัวหลังจากที่ถูกเด็กอีกคนมาชน ราวกับว่าการถูกแตะต้องหรือถูกชนเพียงเบาๆ ขยายแรงขึ้นเป็นร้อยเท่า

    โดยทั่วไป เด็กที่มีปัญหาเรื่องบูรณาการของการสัมผัสรู้มักจะมีความยากลำบากในการ สัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อน  เพียงแค่พยายามที่จะช่วยให้ตนเองรักษาสมดุลให้ได้ หาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง และเลี่ยงการชนกับสิ่งอื่นหรือคนอื่น เท่านี้ตากับใจของพวกเขาก็วุ่นพอแล้ว พวกเขาทำภารกิจหลายอย่างพร้อมกันอยู่แล้ว ใจและความคิดจึงไม่มีเวลาและอิสรภาพพอที่จะไปสนใจนัยยะละเอียดอ่อนที่ไม่ใช่ คำพูดของเด็กอื่นรอบตัวเขา เนื่องจากการสื่อสารส่วนใหญ่จะไม่ใช่คำพูด ความสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนจึงเป็นปัญหาขึ้นมา

    นอกจากนี้ เด็กที่มีความยากลำบากในการบูรณาการสัมผัสรู้ตั้งแต่หนึ่งอย่างขึ้นไปมักมี ภารกิจหลายอย่างพร้อมกัน ระบบประสาทของเขาจึงเครียดอยู่ตลอดเวลา  เด็กเหล่านี้ ใช้ระบบประสาทซิมพาเธติก “สู้และหนี” เพียงเพื่อที่จะอยู่รอดให้ได้ในแต่ละวัน นิยามสำหรับเด็กที่อยู่ภายใต้ความเครียดลักษณะนี้ก็คือพวกเขาไม่ได้อยู่กับ ปัจจุบันขณะ พวกเขาไม่สามารถสนใจหรือมุ่งไปที่การกระตุ้นทีละอย่างในแต่ละขณะได้ เพราะความอยู่รอดของเขาขึ้นอยู่กับการที่เขาสามารถเอาใจใส่ต่อสิ่งต่างๆได้ มากมายหลายอย่างในเวลาเดียวกันทั้งในกายและในสิ่งแวดล้อมรอบตัว เด็กกลุ่มนี้ก็คือพวกที่ถูกติดป้ายว่าอยู่นิ่งไม่ได้ ม่านตาของพวกเขามักจะขยาย มือและเท้ามักจะเย็น มีความตื่นตัวเกินเหตุและถูกเบนความสนใจได้ง่าย เด็กเหล่านี้จะไวต่อเสียง มีความยากลำบากในการมุ่งความสนใจ การเคลื่อนไหวเป็นกลไกกระตุกไม่ลื่นไหล ระบบย่อยอาหารครึ่งๆกลางๆ  พวกเขายังไวมากต่อผลของน้ำตาลและคาเฟอีน มีอารมณ์เกรี้ยวกราดแล้วก็มลายไปสลับไปมาตลอดวัน ในภาวะที่ต้องเอาตัวรอดเช่นนี้ เด็กเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงศูนย์การเรียนรู้ในระดับสูงของตนได้ ดังนั้นการสร้างเส้นทางและจุดเชื่อมโยงประสาทใหม่ๆจึงเกิดได้ยาก

    การติดป้ายเช่นสมาธิสั้น(ADD) สมาธิสั้นและอยู่นิ่งไม่ได้(ADHD) มีความผิดปกติเกี่ยวกับการรับรู้และแสดงออกทางด้านภาษา  ขาดความสามารถในการเรียนรู้  และมีความผิดปกติจัดอยู่ในกลุ่มออทิสติค(autistic spectrum disorders) อาจเป็นตัวบอกระดับที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆของความบกพร่องในการบูรณาการของ สัมผัสรู้

เด็กที่ถูกติดป้ายว่าเป็นสมาธิสั้นจะมีระบบการรับรู้ถึง ตำแหน่งกายจะด้อย และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติในกระบวนการรับรู้ผ่านการมอง เห็น เด็กที่ถูกติดป้ายว่ามีปัญหากระบวนการรับรู้ผ่านการฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเด็กลืมไปว่าเขาจะต้องทำอะไร เวลาที่เขาเคลื่อนไหวร่างกาย อาจมีปัญหาเกี่ยวกับโพรงหูส่วนใน(vestibular difficulties) เด็กที่ถูกติดป้ายว่าเป็นออติสติค ก็จะมีความบกพร่องในการรับรู้ถึงตำแหน่งกาย โพรงหูชั้นใน และการรับรู้ผ่านการจับต้อง รวมไปถึงมีระบบเผาผลาญที่อ่อนแอ และมีแนวโน้มที่จะมีการรั่วซึมของลำไส้เล็ก

    เด็กที่มีประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะบ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงสองปีแรก เด็กที่บริโภคน้ำตาลมาก หรือมีความเครียดจัด ก็อาจจะทำให้ขาดแบคทีเรียในลำไส้ที่มีประโยชน์เกือบทุกชนิด ยีสต์ภายในลำไส้อาจเพิ่มจำนวนมากผิดปกติ ทำให้ผนังลำไส้อักเสบและไม่สมบูรณ์ โปรตีนที่ถูกย่อยเพียงบางส่วนจากอาหารหลายชนิด เช่นถั่วเหลือง  กลูเต็นจากข้าวสาลี และเคซีนจากนม จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้ที่อักเสบและรั่วซึม แทนที่จะถูกขจัดออกไปกับอุจจาระ โปรตีนที่ถูกย่อยเพียงบางส่วนเหล่านี้จะถูกย่อยให้เล็กลงภายในร่างกาย และสารพิษที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสามารถผ่านจากกระแสเลือดเข้าสู่ระบบประสาท ส่วนกลาง ส่งผลกระทบต่อศูนย์การพูดและบริเวณละเอียดอ่อนอื่นๆของสมอง

    ดังนั้นมีอะไรบ้างที่จะช่วยเยียวยาระบบประสาทของเด็ก อันดับแรก ฉันจะช่วยโดยให้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวที่เป็นจังหวะ กลมกลืน และไม่มีลักษณะแข่งขัน เช่นการเดิน การเดินทางไกล และว่ายน้ำ ส่งเสริมให้ทำการเคลื่อนไหวบำบัดที่สร้างเสริมสมดุล การรับรู้ตำแหน่งกาย และการรับรู้ด้วยการจับต้อง  การเคลื่อนไหวบำบัดที่ทำเพื่อช่วยให้สัมผัสรับรู้ทั้งหลายของเด็กเกิด บูรณาการ จะต้องเป็นไปอย่างช้าๆและนุ่มนวล ต้องระมัดระวังไม่ไปกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเธติคของเด็กให้มากขึ้นไปอีก ถ้าการบำบัดทำเร็ว หรือมีลักษณะแข่งขันเกินไป ก็จะไม่ก่อให้เกิดการสร้างทางเดินกระแสประสาทที่เหมาะสม ควรให้ระบบประสาทพาราซิมพาเธติค ซึ่งเป็นด้านผ่อนคลายได้ทำงาน เพื่อให้เกิดการสร้างทางเดินประสาทใหม่ เด็กต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในขณะที่ทำการบำบัด มีความรักและกระตือรือร้นอย่างเต็มเปี่ยมในสิ่งที่เขากำลังทำ การเคลื่อนไหวบำบัดไม่สามารถทำในลักษณะทำไปตามที่ว่าไว้ในตำราทำอาหาร หรือทำไปตามรายการที่มีอยู่ ผู้บำบัดต้องใส่ใจกับการเคลื่อนไหวของเด็กในขณะนั้นneed to be present to the child’s movement และมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่กับเด็กด้วยความรัก ดังนั้นเด็กจึงจะสามารถผ่อนคลาย เคลื่อนไหว และสร้างทางเดินกระแสประสาทได้

อันดับ ต่อมา ก็ถึงเวลาหยุดการให้ยากระตุ้นต่างๆแก่เด็ก ยากระตุ้นเหล่านี้อาจจะไปสกัดกั้นหรือยับยั้งเส้นทางเดินกระแสประสาทเพื่อ ทำให้เด็กเกิดสมาธิ แต่เรายังไม่รู้ว่ายาเหล่านี้จะส่งผลในอนาคตต่อความสามารถในการเรียนรู้ของ เด็กอย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ยังต้องช่วยด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมทางการ ศึกษาที่สอนให้เด็กเรียนรู้โลกผ่านสัมผัสรู้ทั้งหมดของเขา ซึ่งรวมทั้งการมองเห็น การฟัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง วัฒนธรรมของเราหรือ แม้แต่สถาบันทางการศึกษาบางแห่ง ที่การเรียนการสอนฝากไว้กับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และวีดีโอเกมส์ ไม่ช่วยให้เด็กพัฒนาจิตใจและสัมผัสรู้ของเขาเลย กีฬาที่มีการแข่งขันเป็นการกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเธติคและทำให้ระบบดัง กล่าวของเด็กทำงานมากเกินไป อาหารที่มีน้ำตาลมาก การขาดกรดไขมันโอเมก้า 3 (พบในน้ำมันตับปลา ปลา วอลนัท น้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์ สาหร่าย ผักใบเขียวเข้ม และนมแม่) การนอนไม่พอ วิถีชีวิตซึ่งต้องนั่งประจำที่เป็นเวลานาน ล้วนแล้วแต่ทำให้ยากต่อการสร้างระบบและเยื่อหุ้มทางเดินประสาทของเด็ก นอกจากนี้สารพิษจากสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปรอทในวัคซีนบางชนิด ก็ส่งผลต่อเส้นทางเดินที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้

ถึงเวลาแล้วที่ต้อง หยุดยั้งการติดป้ายตีตราเด็กๆ และหยุดให้ยาซึ่งเพียงแต่ไปเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนประสาทของพวกเขา ถึงเวลาแล้วที่ต้องใช้ชีวิตให้ช้าลงและสนใจกับสิ่งที่เป็นปัจจุบันอยู่ตรง หน้า ถึงเวลาแล้วที่ต้องส่งเสริมวิถีชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ ได้แก่ การกินอาหารที่อุดมด้วยสารอาหาร การนอนให้เพียงพอ และปิดโทรทัศน์ วีดีโอ และคอมพิวเตอร์ ถึงเวลาแล้วที่ต้องให้เด็กได้เคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และในธรรมชาติ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเริ่มเยียวยาเด็กๆของพวกเรา

 

Susan Johnson, พ.บ. เป็นครูวอลดอร์ฟที่ผ่านการรับรอง และเป็นกุมารแพทย์ทางพฤติกรรมและพัฒนาการ เธอมีสถานกุมารเวชส่วนตัวช่วยเหลือด้านพฤติกรรมและพัฒนาการที่ราฟาเอลเฮ้าส์ ในแฟร์โอ๊ค แคลิฟอร์เนีย และทำงานเป็นหมอประจำโรงเรียนให้กับโรงเรียนวอลดอร์ฟต่างๆที่อยู่ในย่านนั้น

รวิมาศ ปรมศิริ
แปล และเผยแพร่เป็นภาษาไทยโดย ฟ้ากว้างวอลดอร์ฟเนิสเซอรี่ และเพลย์กรุ๊ป  57/33 หมู่บ้านลานนาโฮม ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โทร. 081-4996430, 089-6686864

Link Waldorf School in Thailand

WORLD LIST Waldorf School

• Open Monday to Friday 9.00 am to 4.00 pm
Playgroup : every Saturday 9.00 – 12.00 am
(parents together with children participate activity)
• เปิดทุกสัปดาห์จันทร์ - ศุกร์ เวลา 9.00 - 16.00น.
เพลย์กรุ๊ปจัดทุกวันเสาร์เวลา 9.00 - 12.00 น.
(เด็กมาร่วมกิจกรรมพร้อมผู้ปกครอง)

jao@fahkwang.com
aerawimas@gmail.com

Join our community on
แกลอรี่  Join our community on Facebook Preschool Chiang MaiGallery
 

ตั้งอยู่ที่ 57/3 ซ.B2 หมู่บ้านนาทองวิลล์ ต.ท่าศาลา
ถ. ซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง อ.เมือง จ.เชียงใหม่

© 2009 Fahkwang Waldorf Preschool and Playgroup •Web Design by Gomew

ฟ้ากว้าง Home